ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2562 มีพายุที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย 2 ลูก ซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างต่อเนื่อง พายุลูกแรกคือ พายุโซนร้อน “โพดุล” (PODUL) ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ในขณะที่เป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งพายุดังกล่าวได้ลดกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในวันเดียวกัน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในบางพื้นที่ของภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 29-31 สิงหาคม 2562 นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตก
หนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากอิทธิพลของพายุส่งผลทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นด้วย ทั้งนี้ จังหวัดที่มีฝนตกหนักมาก (ตรวจวัดปริมาณฝนได้เกิน 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ พะเยา พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ยโสธร นครสวรรค์ กาญจนบุรี อุทัยธานี ราชบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง สตูล พังงา พัทลุง กระบี่ ระนอง และนราธิวาส สถานการณ์ฝนตกหนัก
จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล” (PODUL) ยังไม่ทันคลี่คลาย ประเทศไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” (KAJIKI) ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 2 ที่ถึงแม้จะเคลื่อนตัวมาถึงแค่ประเทศลาว แต่อิทธิพลของพายุส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้งในช่วงวันที่ 2-4 กันยายน 2562 โดยเฉพาะจังหวัด ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ที่มีฝนตกหนักมาก และเป็นบริเวณเดิมที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “โพดุล” (PODUL)
Tropical Storm Podul on August 29, 2019
Tropical Storm Kajiki on September 2, 2019ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานสถานการณ์ภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อน "โพดุล" และพายุโซนร้อน "คาจิกิ" รวมถึงอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่ช่วงวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2562 ซึ่งส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วม ฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัย ในพื้นที่ 32 จังหวัด ประกอบด้วย 1) ภาคเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี เลย ศรีสะเกษ สกลนคร 3) ภาค
ตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว 4) ภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ระนอง ชุมพร รวมพื้นที่ความเสียหายทั้งสิ้น 181 อำเภอ 968 ตำบล 7,114 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 418,449 ครัวเรือน บ้านเรือนประชาชนได้รับ ความเสียหายบางส่วน 3,818 หลัง มีผู้เสียชีวิต 33 ราย ประกอบด้วย ยโสธร 8 ราย ร้อยเอ็ด 6 ราย อำนาจเจริญ 5 ราย ขอนแก่น 3 ราย อุบลราชธานี 3 ราย พิจิตร 2 ราย ศรีสะเกษ 2 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร 1 ราย น่าน 1 ราย มีผู้บาดเจ็บ 1 รายที่ จ.ชัยภูมิ ยังคงมีสถานการณ์ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มีผู้อพยพ 3 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด รวม 94 จุด 23,083 คน ได้แก่ จ.ยโสธร 11 จุด 733 คน
จ.อุบลราชธานี 61 จุด 22,220 คน จ.ร้อยเอ็ด 22 จุด 130 คน จากข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 16 กันยายน 2562 ตรวจพบพื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งหมดประมาณ 4.2 ล้านไร่ โดยจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมากที่สุด 622,313 ไร่ รองลงมาคือจังหวัดยโสธร 384,612 ไร่ และอุบลราชธานี 371,399 ไร่ โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดรับน้ำที่ไหลมาจากทั้งแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำโขง ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมหนักเป็นเวลานานกว่าพื้นที่อื่น จากการตรวจวัดระดับน้ำที่สถานี M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย ในตัวเมืองอุบลราชธานี จะเห็นได้ว่าระดับน้ำล้นตลิ่งตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2562 จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ระดับน้ำจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมระยะเวลาที่น้ำล้นตลิ่งนานถึง 30 วัน




จากเหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุทั้ง 2 ลูก ทำให้มีน้ำไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกเขื่อน โดยในช่วงวันที่ 28 สิงหาคม ถึง 7 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์พายุทั้ง 2 ลูก เขื่อนที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร มีทั้งหมด 10 เขื่อน ประกอบด้วย เขื่อนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสะสมถึง 699 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 677 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนภาคเหนือ 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ 726 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนภูมิพล จ.ตาก 634 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก 201 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลาง 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี 981 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อน
ศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 468 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 177 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนภาคใต้ มี 2 เขื่อนได้แก่ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี 192 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 143 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ถึงแม้พายุโซนร้อน “โพดุล” และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” จะส่งผลกระทบทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในหลายเขื่อน แต่จากการรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนโดยกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2562 มีเขื่อนที่ปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์น้ำมากเพียง 4 เขื่อนเท่านั้น คือ 1) เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ 90% 2) เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 82% 3) เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี 85% 4) เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 84% แต่กลับยังคงมีเขื่อนที่
มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยถึงน้ำน้อยวิกฤต อยู่อีกถึง 18 เขื่อน ประกอบด้วย ภาคเหนือ 4 เขื่อน ได้แก่ 1) เขื่อนภูมิพล จ.ตาก 2) เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ 3) เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก และ 4) เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 เขื่อน ได้แก่ 1) เขื่อนลำตะคอง 2) เขื่อนลำพระเพลิง 3) เขื่อนมูลบน 4) เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา 5) เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 6) เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ 7) เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ และ 8) เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร ภาคกลาง 3 เขื่อน ได้แก่ 1) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 2) เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และ 3) เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออก 3 เขื่อน ได้แก่ 1) เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 2) เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี และ 3) เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง