31 ส.ค. 62 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่อาศัยบริเวณชุมชนริมลำห้วยจิก ถนนแจ้งสนิท เขตเทศบาลตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น หลังน้ำจากลำห้วยจิก ได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเมื่อเวลา 04.00น. ที่ผ่านมา ทำให้บ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือน ถูกน้ำท่วมสูง รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้ลำห้วยจิก น้ำได้ล้นท่วมถนนสูงกว่า 1.5 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนเนื่องจากน้ำที่ท่วมสูง และน้ำพัดแรง
นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีประชาชนอยู่หลายคน ยังคงหนีออกมาไม่ได้ต้องขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน รอความช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยเหลือทำได้ด้วยความลำบาก เพราะเรือที่ใช้เป็นเรือท้องแบนของเทศบาลเมืองบ้านไผ่ แต่ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่สามารถต้านกระแสน้ำเข้าไปช่วยเหลือได้ ขณะนี้ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดขอนแก่น ได้ส่งเรือท้องแบนจำนวน 5 ลำ เพื่อมาช่วยเหลือแล้ว นายรุจ รังษี นายอำเภอบ้านไผ่ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดน้ำท่วมเมื่อ
เช้าตรู่ที่ผ่านมา ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานเข้าให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนทันที แต่เนื่องจากน้ำที่มีปริมาณมาก เพราะก่อนหน้านี้อำเภอบ้านไผ่ ได้มีฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุโพดุล ทำให้น้ำจากอำเภอโนนศิลา อำเภอหนองสองห้อง ซึ่งเป็นต้นน้ำของลำห้วยจิก ได้ไหลมาปริมาณมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในครั้งนี้ เบื้องต้นได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อเข้าช่วยเหลือแล้ว พร้อมให้กิ่งกาชาดและจิติอาสาอำเภอบ้านไผ่ ได้ทำข้าวกล








พิจิตร ฝนที่ตกหนักตลอดทั้งวันจากพายุ โพดุล และน้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ และพิษณุโลก กระทบพื้นที่ 3 อำเภอ น้ำบ่าเข้าท่วมถนนสายเอเชียสายเก่า รถเล็กผ่านไม่ได้ น้ำที่มีปริมาณมากยังท่วมบริเวณวัด โรงเรียน ในพื้นที่อำเภอทับคล้อ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร น้ำป่าที่ไหลจากเทือกเขาพิษณุโลก และเทือกเขาเพชรบูรณ์ และฝนที่ตกในพื้นที่ตลอดทั้งวันจากอิทธิพลของพายุ โพดุล ส่งผลกระทบในพื้นที่ 3 อำเภอทางทิศตะวันออกของจังหวัดพิจิตร ได้แก่ อำเภอสากเหล็ก วังทรายพูน
และอำเภอทับคล้อ โดยเฉพาะที่อำเภอทับคล้อ น้ำที่มีปริมาณมากเอ่อท่วมถนนสาย 11 สากเหล็ก – เขาทราย บริเวณบ้านวังหินเพลิง ตำเขาทราย อำเภอทับคล้อ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 135 ระยะทางท่วมกว่า 500 เมตร ระดับน้ำ 40 เซนติเมตร ปริมาณน้ำที่มีจำนวนมากยังท่วมวัดวังแดง โรงเรียนวังแดง และบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 60 ถึง 80 เซนติเมตร ประชาชนต้องยกสิ่งของมีค่าไว้บนที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย นอกจากนี้น้ำที่มีจำนวนมากยังท่วมพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชน
เป็นวงกว้าง ขณะที่จังหวัดพิจิตร โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ มอบหมายส่วนงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกช้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในกรณีเร่งด่วน ขณะที่สถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดพิจิตร คาดการณ์พื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงมีฝนตกชุกต่อเนื่อง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้ฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดพิจิตร




อิทธิพลพายุ "โพดุล" ทำฝนตกหนักในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ทั้งวันทั้งคืน ชาวบ้านไผ่อ่วม น้ำท่วมหนักในรอบ 40 ปี
ทะลักเข้ามากลางดึก จนต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน วอนเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือโดยด่วน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำท่วม จากอิทธิพลพายุโพดุล ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ว่า บนถนนสายเทศบาลไปถนนเลี่ยงเมืองบ้านไผ่ มีชาวบ้านทั้งในเขตเขศบาลและจากชุมชนโนนสว่าง โนนสะอาด และชุมชน ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นับพันคน ยืนออกันอยู่
บนถนน รอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากบ้านเรือนถูกน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายสุภาพ เมืองศรี อายุ 57 ปี ชาวชุมชนโนนสะอาด เผยว่า มีบ้านอยู่ในชุมชน ถูกน้ำเอ่อท่วมในชุมชน ตั้งแต่ช่วง 2 ทุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนมาให้ความช่วย
เหลือ คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านต่างต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา จึงอยากให้หน่วยงานเร่งมาให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน เพราะถ้ามีเรือเข้าไปรับชาวบ้านในชุมชนออกมาก็สามารถมาพักชั่วคราวที่วัดจันทร์ประสิทธิ์ ในเขตเทศบาลบ้านไผ่ได้

น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ อ.บ้านไผ่ โดยเฉพาะที่ชุมชนโนนสว่าง โนนสะอาด
“จุดที่น้ำท่วมหนักขณะนี้ คือชาวชุมชนในเขตเทศบาลใกล้คุ้มศาลเจ้า และชุนชนโนนสว่าง โนนสะอาด รวมแล้วประมาณ 1,000 ครอบครัว พื้นที่น้ำท่วมปีนี้ ขยายวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ใน
รอบ 40 ปี เพราะที่ผ่านมามีน้ำท่วมแต่ไม่มาก แต่ปีนี้ท่วมหนัก และเป็นวงกว้าง จากในเขตเทศบาลยาวไปถึงถนนเลี่ยงเมือง จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ รีบเร่งมาช่วยชาวบ้านด้วย” ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.บ้านไผ่ ได้ออกมาช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของจากบ้านพักที่อยู่ในเขตเทศบาลซึ่งถูกน้ำท่วม ย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วเป็นบางส่วน

ชาวบ้านในชุมชนศาลเจ้า เร่งขนข้าวของไปไว้ที่ปลอดภัย
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตำบลภูเหล็ก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดที่ถนนเส้นทางระหว่างบ้านหนองหญ้าปล้องไปบ้านภูเหล็กถนนขาด เกือบ 20 เมตร ทั้งยังพบว่าบนถนนสายดังกล่าว บริเวณสะพานข้ามห้วยภูเหล็ก ต.ภูเหล็ก อ.บ้านไผ่ คอ
สะพานถูกน้ำกัดเซาะหวิดพังทลายเช่นกัน นายดุสิต สายจันทร์ อายุ 61 ปี ชาวบ้านภูเหล็ก เผยว่า ฝนจากพายุโพดุล ตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านก็ได้เฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง จนกระทั่งช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ถนนก็ขาด คอ
สะพานก็ถูกน้ำกัดเซาะ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลภูเหล็กจำนวน 6 หมู่บ้าน ที่ต้องสัญจรไปมาบนเส้นทางดังกล่าว เข้าออกไม่ได้ เพราะยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด

อิทธิพลจากพายุโพดุล ทำให้มีน้ำท่วมหนัก ถ.มิตรภาพ ช่วงรอยต่อ อ.พล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
บางจุดรถผ่านไม่ได้ แนะนำตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทาง
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากพายุโพดุล ทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคอีสานและเหนือ ล่าสุด ถนนสายหลักหลายจุด โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มีน้ำท่วม บางจุดรถผ่านไม่ได้ ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ตำรวจทางหลวง แจ้งข้อมูลน้ำท่วมถนนสายหลักในความรับผิดชอบ ดังนี้ 1. ถนนมิตรภาพ ช่วงกิโลเมตร 287-288 อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น น้ำท่วม ถนนชำรุด ไม่สามารถสัญจรได้ 2. ถนนมิตรภาพ ช่วงกิโลเมตร
293-295 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น น้ำท่วม สูงทุกช่องจราจร ทั้งขาขึ้น และขาล่อง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร รถไม่สามารถสัญจรได้ 3. ถนนหมายเลข 23 สายบ้านไผ่–อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักจาก อ.บ้านไผ่ ไป อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ไปยัง จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี ช่วงกิโลเมตร 2-3 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ น้ำท่วมสูง ทั้งขาขึ้นขาล่อง ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร รถไม่สามารถสัญจรได้ 4. ถนนหมายเลข
229 ช่วงกิโลเมตร 6-8 อ.บ้านไผ่ ไป อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เส้นทางไปยัง จ.ชัยภูมิ ต่อไปยังกรุงเทพฯ ได้ มีน้ำท่วมขัง รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามและขอความช่วยเหลือการเดินทางได้ที่ตำรวจทางหลวง โทร 1193 ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากตำรวจทางหลวง
“ร้อยเอ็ด” พนังกั้นน้ำ ลำน้ำยัง รับมวลน้ำไม่ไหว แตกเพิ่มอีก 2 จุด รวมเป็น 5 จุด จากมวลน้ำเหนือจากเขื่อนลำปาว ส่งผลให้กระแสน้ำทะลักเข้าสู่หมู่บ้านที่อยู่ท้ายน้ำ และนาข้าวจำนวนมาก
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 ส.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์พื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยสถานการณ์น้ำในลำน้ำยัง คันพนังรับน้ำเป็นพนังดิน ถนนทางหลวงชนบท สามารถใช้สัญจรได้ที่ บ้านท่าเยี่ยม ม.5 บ้านท่าโพธิ์ ม.6 และบ้านท่าทางเกวียน ม.7 ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ขณะนี้ พนังกั้นน้ำระหว่างบ้านท่าเยี่ยมกับบ้านท่าโพธิ์ ที่ ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ได้เกิดพังขาดชำรุด จำนวน 2 จุด จุดที่ 1 ระยะกว้างประมาณ 20 เมตร จุดที่ 2 ห่างจากจุดที่ 1 ประมาณ 15 เมตร พนังขาดชำรุดกว้างประมาณ 7 เมตร และจุดที่ระหว่างบ้านท่าเยี่ยม
กับบ้านทางเกวียนพนัง ได้ขาดทะลุเพิ่มอีก 3 จุด รวมทั้งสิ้นเป็น 5 จุด ซึ่งจุดที่พนังขาดชำรุดใหญ่ที่สุดระหว่างบ้านท่าเยี่ยม กับ บ้านท่าทางเกวียน นั้น กว้างประมาณ 50 เมตร ทำให้มวลน้ำไหลทะลักอย่างรวดเร็ว และกำลังไหลเชี่ยวเข้าสู่บ้านเรือนราษฎร หลายหมู่บ้าน และพื้นที่นาข้าวในพื้นที่ตำบลวังหลวง และตำบลใกล้เคียง ขณะนี้มวลน้ำได้ไหลเข้าสู่บ้านเรือนราษฎร เพิ่มปริมาณสูงขึ้นอยู่ที่ระดับประมาณ 30-50 เซนติเมตร ซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นกว่านี้ เนื่องจากน้ำเหนือยังคงหนุนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งชาวบ้าน เกษตรกร ได้ขนเครื่องใช้ เครื่องเรือนต่างๆ ไว้บนชั้นที่ 2 เนื่องจากชาวอีสานนิยมทำบ้านสองชั้น และบ้านใต้ถุนสูง เพื่อหนีน้ำ ในส่วนของสัตว์เลี้ยง วัว ควาย ก็ได้นำมาเลี้ยงบนคันพนังกั้นน้ำที่ยังคงมีความมั่นคงและปลอดภัย พร้อมทั้งประกอบอาหารกินกันเป็นหมู่
คณะบนคันพนัง ด้วยความสามัคคีของชุมชน อีกด้วย นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายเลิศบุศย์ กองทอง, นายดำรงค์ สิริวิชย อิ่มวิเศษ, นายทวี จงประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายอภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอเสลภูมิ พันเอกภาณุพงษ์ พุทธาศรี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดร้อยเอ็ด และนายเกรียงไกร จิตธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธรณภัยจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบอุทกภัย และระดมทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น และหาทางช่วยเหลือราษฎร ในครั้งนี้ โดยเร่งด่วน



อีสานวิกฤติฝนถล่มหนัก น้ำท่วมถนนมิตรภาพสี่แยก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ระดับ น้ำสูง 1 เมตร ยาวถึง 2 กม. รถสัญจรไม่ได้ต้องอ้อมไปใช้เส้นทางอื่น ชุมชนข้างลำห้วยจมบาดาลกว่า 3 เมตร ต้องหนีไปอยู่บนหลังคา เจ้าหน้าที่ฝ่าสายน้ำเชี่ยวไปช่วยยายวัย 88 อุ้มใส่ที่นอนลากไปยังถนน ส่วนที่ จ.กาฬสินธุ์ อ่างเก็บน้ำห้วยสีทนล้นเกินพิกัดทะลักท่วมบ้าน 300
หลังคาเรือน ที่ จ.ร้อยเอ็ด พนังกั้นลำน้ำยังแตกจมมิดนาข้าวหลายหมื่นไร่ สาว จ.มุกดาหาร เคราะห์ร้ายขี่รถ จยย.ผ่านถนนถูกน้ำซัดจมหายไร้ร่องรอย ที่ จ.อุบลฯ ชาวบ้านสังเวยน้ำป่า 1 ศพ ส่วนที่ จ.พิษณุโลก อ่วมน้ำไหลท่วมโบสถ์สูง 1 เมตร ด้านนายกฯสั่งช่วยผู้ประสบภัย 16 จว. อุตุฯ เตือนพายุ “โพดุล” อ่อนกำลังถล่มภาคเหนือตอนล่าง
อิทธิพลพายุโซนร้อน “โพดุล” ส่งผลกระทบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเกิดฝนตกอย่างหนักในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา บางจังหวัดเจอทั้งวันทั้งคืน ทำให้น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำและลำห้วยทะลักท่วมฉับพลันหมู่บ้านกลายเป็นเมืองบาดาล เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านต่างรอคอยความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

บ้านไผ่หนักสุดรอบ 40 ปี–น้ำกว่า 3 ม.
สถานการณ์เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ จ.ขอนแก่น ฝนที่ตกหนักติดต่อกันทำให้น้ำในหนองจิกไหลลงลำห้วยเอ่อท่วมชุมชนโนนสว่าง ชุมชนโนนสะอาด ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ ตั้งแต่เย็นวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านกว่า 1,000 คนหนีน้ำไปอยู่บนที่สูงและออกมา
ยืนรอบนถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่จนถึงเช้ายัง ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปช่วย หลายคนต้องปีนไปอยู่บนหลังคาบ้าน เนื่องจากน้ำสูงกว่า 3 เมตรและไหลเชี่ยวกรากซัดรถจมน้ำหลายคัน นายสุภาพ เมืองศรี อายุ 57 ปี ชาวชุมชนโนนสะอาด เผยว่าน้ำท่วมชุมชน
ตั้งแต่ 2 ทุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา จุดที่หนักที่สุดคือชุมชนโนนสะอาด ชุมชนโนนสว่าง และชุมชนใกล้คุ้มศาลเจ้า ถือว่าหนักที่สุดในรอบ 40 ปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาเรือเข้า ไปรับชาวบ้านไปอยู่ในที่ปลอดภัย

วิกฤติน้ำท่วมสี่แยกถนนมิตรภาพ
ที่ชุมชนสะพานขาว และชาวชุมชน หมู่ 1 พัฒนา ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ น้ำท่วมหมู่บ้านและถนนมิตรภาพทั้งสองฝั่งตั้งแต่สี่แยกบ้านเกิ้งถึงสี่แยกเกียรติสินระยะทาง 2 กม. ระดับน้ำสูง 1 เมตร รถวิ่งผ่านไม่ได้ ต้องอ้อมเข้าไปตัวอำเภอบ้านไผ่ไปออก อ.หนองสอง
ห้อง มุ่งหน้าไป อ.พล ขณะที่ชาวบ้านต้องปีนขึ้นไปอยู่บนราวสะพานข้ามลำห้วยเพื่อรอความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากมีเพียงเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบ้านไผ่นำรถบรรทุก 6 ล้อใหญ่เข้าไปอพยพผู้คนและลำเลียงสิ่งของจำเป็นออกมาแต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ส่วนเด็กและคนชรา
ค่อนข้างลำบากเพราะไม่มีเรือ โดยเฉพาะนางทอง แสงผดุง อายุ 88 ปี ที่ชรามากแล้วและติดอยู่ในบ้าน เลขที่ 137 ชุมชนสะพานขาว เจ้าหน้าที่เทศบาลต้องให้นางทองสวมเสื้อชูชีพแล้วอุ้มลงบนที่นอนแล้วใช้เชือกผูกลากลอยน้ำไปที่ถนนอย่างทุลักทุเล ก่อนอุ้มไปขึ้นรถ 6 ล้อ ไปไว้ที่พักชั่วคราว

น้ำห้วยสีทนล้นท่วมเมืองน้ำดำ
จ.กาฬสินธุ์ เช้าวันที่ 31 ส.ค. เกิดฝนตกหนัก ทั้ง 18 อำเภอ หนักสุดที่ อ.นามน วัดปริมาณน้ำฝนได้ 190 มม. อ.ห้วยผึ้ง 182 มม. และ อ.กุฉินารายณ์ 149 มม. เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยสีทน และหนองน้ำแก่งดอนกลางหนุนท่วม บางจุดน้ำสูงเกือบ 2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องนำเรือท้องแบนไปช่วยชาวบ้านหนีน้ำไปอาศัยอยู่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมบริเวณวัดหอไตรปิฎการาม ถนนทางหลวง 227 เส้นทางกาฬสินธุ์-สหัสขันธ์ น้ำท่วมถนน รถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ ส่วนรถใหญ่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ นายจารุวัฒน์ บุญเพิ่ม
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยสีทนเกินพิกัดที่ 91-92 ซม. มากกว่าปี 60 ที่เคยท่วมใหญ่ที่ 72 ซม. สูงกว่า 20 ซม. ทำให้ต้องระบายน้ำออกกว่า 2 ล้าน ลบ.ม. ลงในหนองน้ำแก่งดอนกลางจะทำให้พื้นที่ริมแก่งได้รับผลกระทบประมาณ 300 หลังคาเรือน
สั่งตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยชาวบ้าน
ที่ห้องประชุมฟ้าแดดสงยาง ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ เรียกนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจอำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินถล่มปี 2562 จากผล
กระทบพายุ “โพดุล” จากนั้นนายไกรสรเดินทางไปเยี่ยมชาวบ้าน 10 ชุมชนเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์รวม 450 ครอบครัวที่อพยพหนีน้ำไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยวัดหอไตรปิฎการาม นายไกรสรกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่ถูกน้ำท่วมไปอยู่ที่พักชั่วคราวและตั้งโรงครัวทำอาหารให้ผู้ประสบภัย อย่างไรก็ตามถือว่าโชคดีที่เขื่อนลำปาวยังรับน้ำได้อีกมาก โดยมีน้ำร้อยละ 41 หรือประมาณ 719 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปริมาณน้ำริมลำน้ำชียังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 3-4 เมตร จึงไม่น่าห่วงมากนัก

ระทึกน้ำซัดพนังลำน้ำยังแตก 3 จุด
ส่วนที่ จ.ร้อยเอ็ด เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าดงแม่เผด อ.โพธิ์ชัย และ อ.โพนทอง ไหลบ่าลงมา ประกอบกับน้ำเหนือจาก อ.กุฉินารายณ์ และ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ไหลรวมลำน้ำยังที่บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 บ้านท่าทางเกวียน 7 และบ้านท่าโพธิ์ หมู่ 6 ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กระทั่งเช้ามืดที่ผ่านมา
พนังกั้นน้ำบ้านท่าโพธิ์เกิดแตก 2 จุด จุดแรกกว้างกว่า 15 เมตร อีกจุดกว้างกว่า 7 เมตร และที่บ้านท่าเยี่ยมพนังกั้นน้ำพังทลายลงเช่นกัน ทำให้น้ำทะลักท่วมบ้านเรือนราษฎร และนาข้าวเสียหายหลายหมื่นไร่ หลังเกิดเหตุ นายเลิศบุศย์ กองทอง รอง ผวจ. ร้อยเอ็ด นำเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่ชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่บรรจุ
กระสอบทรายนำไปกั้นทางน้ำ แต่เอาไม่อยู่ เนื่องจากปริมาณน้ำมหาศาลและไหลเชี่ยวมาก ที่ อ.โพธิ์ชัย น้ำท่วมนาข้าวและบ้านเรือนในเขตเทศบาลตำบลคำพอุง โรงเรียนเมืองโพธิ์ชัย และโรงเรียนโพธิ์ชัยชนูปถัมภ์ถูกน้ำท่วม 30-50 ซม. ปิดการเรียนการสอนตั้งแต่บ่ายวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา

ยโสธรเจอลมฝนพัดไม้ล้มระนาว
จ.ยโสธร เกิดฝนตกและน้ำท่วมถนนหลายสายใน อ.เลิงนกทา เช่นถนนชยางกูร ช่วงบ้านด่าน-เทศบาลสามแยก ต.สามแยก อ.เลิงนกทา รถวิ่งได้เลนเดียว ส่วนบ้านนากอก-นากลาง ต.บุ้งคล้า อ.เลิงนกทา น้ำสูงรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่สะพานไม้เก่าแก่ข้ามลำห้วยสะแบกอายุกว่า 70 ปี (ขัวเผอเลอ)
ต.โคกสำราญ แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และจุดถ่ายภาพสำคัญของหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากน้ำป่าซัดสะพานพังเสียหาย ส่วนถนนสายอรุณประเสริฐ (ยโสธร-อำนาจเจริญ) ช่วงตัวเมืองยโสธรมุ่งหน้า อ.ป่าติ้ว มีต้นไม้ใหญ่กว่า 20 ต้นโค่นล้มขวางถนน เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงยโสธรเร่งตัดและขนย้ายออกจากเส้นทาง แต่เนื่องจากต้นไม้ถูกพายุฝนพัดถล่มอยู่
ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถ เคลียร์เส้นทางได้ เจ้าหน้าที่จึงประกาศปิดการจราจรชั่วคราว รอให้ฝนหยุดตกจึงสามารถเข้าไปตัดต้นไม้ที่โค่นล้มได้ ส่วนที่ อ.ทรายมูล ต้นยางขนาดใหญ่หน้า สภ.ทรายมูล ล้มขวางถนนวารีราชเดช ถนนสายหลักเชื่อมไป จ.มุกดาหาร รถวิ่งผ่านไม่ได้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเคลียร์เส้นทางนานกว่า 3 ชม.ทำให้รถติดยาวกว่า 2 กม.

สาว 18 โดนน้ำถล่มหายพร้อม จยย.
ส่วนที่ จ.มุกดาหาร น้ำลำห้วยแข้ ลำห้วยมุก และห้วยบางทราย ซึ่งลำห้วยสาขาของแม่น้ำโขงเอ่อท่วมพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร จุดที่ได้รับผลกระทบหนักคือบริเวณถนนยุทธพัฒน์ ซอยร่วมใจ 2 ซอยศรีประเสริฐ 3 ซอยรังสรรค์ ชุมชนแก้วกินรี ชุมชนดอน
ดอนมุกดา ถนนดำรงค์มุกดา ซอยจันทร์เทพ 2 และหน้าสนามกีฬากลางจังหวัด ระดับน้ำสูงประมาณ 30 ซม. และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากฝนตกหนักท่อน้ำไม่สามารถระบายได้ทัน ประกอบด้วย แม่น้ำโขงหนุนสูง ด้านนายนพพร แสงคำพระ ปลัด อบต.เหล่าหมี นำเจ้าหน้าที่ค้นหา
น.ส.ปาริชาติ สารสิมา อายุ 18 ปี ที่เคราะห์ร้ายถูกน้ำซัดสูญหายไปพร้อมรถ จยย.ขณะวิ่งผ่านถนนสายบ้านนาโพธ์-บ้านดงมัน เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งพบรถถูกน้ำซัดไปไกลกว่า 500 เมตร ส่วน น.ส.ปาริชาติยังหาไม่พบ

นครพนมเร่งระบายลงแม่น้ำโขง
ด้านนายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม นำคณะลงพื้นที่ไปดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากพายุฝนและน้ำท่วมใน อ.นาแก รวมถึงดูการบริหารจัดการน้ำโครงการชลประทานน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริเวณประตูน้ำบ้านนาขาม ต.วังยาง และประตูระบายน้ำ ต.นาคู่ อ.นาแก จุดรับน้ำจากลำน้ำหนองหาร
จ.สกลนคร ที่ไหลผ่าน อ.นาแก ก่อนไหลไปลงแม่น้ำโขงที่ อ.ธาตุพนม ระหว่างทาง 120 กม. ล่าสุดพบว่าปริมาณน้ำอยู่ที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของความจุและสามารถระบายลงแม่น้ำโขงได้ดี เนื่องจากระดับน้ำอยู่ที่ 8 เมตร แต่ยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 5 เมตร นายสยามกล่าวว่า ได้ตั้งศูนย์อำนวยการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุในทุกอำเภอ พร้อมประสาน
ชลประทานบริหารจัดการน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ มั่นใจว่ายังสามารถรับน้ำได้ แต่อาจมีปัญหาน้ำเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรระหว่างรอการระบาย แต่เชื่อมั่นว่าสามารถดูแลการระบายน้ำได้ คาดว่าหากฝนไม่ตกต่อเนื่อง สถานการณ์ไม่ถึงขั้นวิกฤติ

สลดชาวบ้านเซ่นน้ำป่าแล้ว 1 ศพ
ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี นายสมมาฏฐ์ โพธิ นายอำเภอตระการพืชผล ร่วมเจ้าหน้าที่สำนักก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง นำเครื่องกลหนักไปอุดคอสะพานข้ามลำน้ำเซบก บริเวณบ้านท่าบ่อแบง ต.ขามเปี้ย ที่ก่อสร้างใหม่และถูกฝนซัดกระหน่ำน้ำไหลเซาะดินเกิดการทรุดตัวจนขาด เจ้าหน้าที่ต้องใช้ถุงบิ๊กแบ็กบรรจุ
ทรายไปทิ้ง เพื่อให้สามารถเปิดใช้เส้นทางที่เหลือเพียง 1 ช่องจราจรระยะทางประมาณ 70 เมตร โดยใช้วิธีปล่อยรถให้วิ่งผ่านสลับกันไปมาจนกว่าการซ่อมแซมและก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ขณะที่อส.และกู้ภัย ปภ.เขต 13 ได้ลุยน้ำเข้าไปช่วยชาวบ้านบ้านกาบิน 11 คน ที่ถูกน้ำท่วมไม่สามารถหนีออกจากบ้านได้ ส่วนที่ อ.กุดข้าวปุ้น น้ำจากลำห้วยตาเทียว เอ่อท่วมบ้านและ
ฟาร์มเลี้ยงหมูของนายชอบ กาญจนสาร อายุ 66 ปี จนต้องเร่งย้ายแม่พันธุ์หมูและลูกหมูกว่า 10 ตัว หนีน้ำไปไว้บนที่สูงบริเวณหน้าบ้าน ขณะเดียวกัน นายสมร สู่ขวัญ อายุ 67 ปี ชาวบ้านบ้านโนนหอม ต.กุดข้าวปุ้น เคราะห์ร้ายขณะเดินออกไปหาแมลงในช่วงฝนตกถูกน้ำป่าซัดไปติดกอไผ่เสียชีวิตอนาถ

น้ำล้นสปิลเวย์ท่วมชุมชน 100 หลัง
ที่ จ.อำนาจเจริญ ช่วงค่ำที่ผ่านมาอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยานได้เอ่อล้นสปิลเวย์ไหลลงลำห้วยปลาแดก เข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านชุมชุนสุขสำราญเหนือ หมู่ 13 ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ บางจุดน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 100 ครอบครัว ถนนบายพาสรอบเมืองมีน้ำประมาณ 40-50 ซม. ส่วนที่ อ.เสนางคนิคม น้ำกัดเซาะคอสะพานข้าม้วยสะบก บริเวณทางเข้าบ้านหนองสามสี หมู่ 1 ต.หนองสามสี จนขาด และเส้นทางบ้านหนองสามสี-บ้านโคกกลาง ต.นาเวียง ถูกน้ำเซาะขาดรถทุกชนิดวิ่งผ่านไม่ได้ เช่นเดียวกับบ้านดอนว่าน หมู่ 9 ต.หัวตะพาน อ.หัว
ตะพาน หลังได้รับผลจากพนังกั้นน้ำเซบายขาดไหลท่วมบ้านตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดน้ำเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 ซม. ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 270 ครอบครัว
น้ำขังอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
ด้านนายอนุวรรต์น จันทรสุขเกษม นายอำเภอบัวลาย จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบจากฝนตกหนักส่งผลให้ถนนเลียบฝายเก็บน้ำบ้านป่าหวาย หมู่ 4 กับบ้านหนองแสง หมู่ 5 ต.บัวลาย เกิดชำรุดเสียหาย และถนนเชื่อมบ้านป่าหวาย หมู่ 4 ต.บัวลาย กับบ้านคึมม่วง หมู่ 13 ต.บัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่นำรถ
แบ็กโฮและรถบรรทุกดินนำหินคลุกไปซ่อมแซมให้ชาวบ้านได้สัญจร ส่วนถนนทางหลวง 202 กม.ที่ 48 บ้านหัน ต.ด่านช้าง อ.บัวใหญ่ ถูกน้ำท่วมผิวการจราจรระยะทาง 100 เมตร น้ำสูงประมาณ 10 ซม. รถสัญจรลำบากด้านนายสมเดช ลีลามโนธรรมหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อ.พิมาย ออกสำรวจน้ำที่ท่วมขังรอบบริเวณอุทยานฯ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่นำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำที่ท่วมขังด้านในอุทยานฯ หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ทำให้น้ำระบายออกไม่ทัน

ดินสไลด์ทับเส้นทางป่าสาละวิน
ขณะที่ภาคเหนือเกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าไหลซัดคอสะพานบ้านแม่ต๊อบเหนือ ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ นอกจากนี้ยังมีดินสไลด์และต้นไม้ปิดเส้นทางระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินถึงบ้านขุนแม่ต๊อบได้รับความเสียหายหลายจุด ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยวมและแม่น้ำแม่สะเรียงเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ พ.อ.วุฒิ ปฐมเรืองกุล ผบ.ฉก.ทพ.ที่ 36 นำกำลังร่วมกับ อบต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินออกสำรวจความเสียหายและจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวบ้านตลอด 24 ชั่วโมง บริเวณที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ส่วนที่ อ.แม่ลาน้อย นายเอนก ทาสัก ปลัดอำเภอ รักษาราชการแทนนายอำเภอแม่ลาน้อย สั่งเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนชาวบ้านในจุดเสี่ยงชุมชนลุ่มน้ำแม่ยวม หลังพบปริมาณน้ำในแม่น้ำยวมเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา
ร้องอ่างแตก-ไม่มีใครเหลียวแล
ที่ จ.น่าน นายเมฆินทร์ อินนะไชย รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน นำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเส้นทางบ้านห้วยจอย หมู่ 2 ต.สันทะ อ.นาน้อย หลังเกิดฝนตกหนัก ทำให้ดินภูเขาถล่มปิดทับถนนและบ้านเลขที่ 49 กับบ้านเลขที่ 29 ได้รับความเสียหาย เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับอันตราย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อพยพชาวบ้านอีก 13 ครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่มย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย ด้านชาวบ้านบ้านนาเหลืองใน หมู่ 1 ต.นาเหลือง อ.เวียงสา จ.น่าน กว่า 80 คน เข้าร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดน่าน หลังอ่างเก็บน้ำหมู่บ้านถูกน้ำเซาะจนพังทลายตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำไหลไปตามลำห้วย นาเหลืองเข้าท่วมบ้านและพื้นที่เกษตร แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนไปซ่อมแซม ชาวบ้านกลัวว่าหากฝนตกหนักจะทำให้น้ำไหลท่วมบ้านซ้ำ โดยมีนายสัญญา กามินทร์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมมารับเรื่องและนำไปเสนอ ผวจ.น่าน ต่อไป
น้ำป่าท่วม 5 หมู่บ้านสูงกว่า 1 เมตร
จ.เพชรบูรณ์ เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อ.ชนแดน ทำให้น้ำป่าจากเขารังไหลบ่าท่วมวัดสว่างอรุณ (วัดใน) หมู่ 2 ต.พุทธบาท อ.ชนแดน บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 100 หลัง ถนนสายชมฐีระเวช-ตะพานหิน จ.พิจิตร ถูกน้ำป่าไหลเข้าท่วมผิวถนนตั้งช่วงหลัก กม.ที่ 13 หมู่ 9 ต.ตะกุด อ.ชนแดน ระยะทางกว่า 3-5 กม. ส่วนที่ ต.ดงขุย อ.ชนแดน มีน้ำท่วมบ้านกว่า 500 หลังคาเรือน ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 1,000 คน ขณะที่ตลาดเทศบาลตำบลดงขุย ซึ่งเป็นย่านการค้าถูกน้ำป่าไหลท่วมอย่างรวดเร็ว บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต้องนำกระสอบทรายมาวางกั้นหน้าร้านป้องกันน้ำเข้าร้านไม่ให้สินค้าเสียหาย ส่วนที่ อ.วังโป่ง น้ำป่าเทือกเขาโพธิ์ไหลท่วมถนนสายวังโป่ง-วังกระดาษ ต.วังโป่ง นอกจากนี้ น้ำป่าจากเทือกเขามัน ไหลท่วมถนนสายวังโป่ง-วังกระดาษ พื้นที่ ต.วังหิน รถวิ่งผ่านไม่ได้ และหมู่บ้านถูกน้ำท่วม 5 หมู่บ้านสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
โวยถนนสี่เลนปิดท่อทำน้ำท่วม
เช่นเดียวกับที่ จ.แพร่ อ่างเก็บน้ำแม่ยางหลวง หมู่ 1 ต.แม่ยางตาล อ.ร้องกวาง เกิดพังทลายทำให้น้ำห้วยแม่ยางหลวงไหลทะลักเข้าท่วมทุ่งนาอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต้องหนีน้ำกันจ้าละหวั่นและปล่อยน้ำท่วมรถไถ 3 คันจนจมมิด ส่วนที่หมู่ 6 ต.แม่ยางตาล น้ำในลำเหมืองเอ่อท่วมบ้านสูงกว่าครึ่งเมตรได้รับความเสียหายกว่า 50 หลัง ส่วนถนนยันตรกิจโกศล สายแพร่-ร้องกวาง หมู่ 6 บ้านห้วยกูลัว ต.ร้องกวาง ถูกน้ำท่วมสัญจรลำบาก ทั้งนี้ ชาวบ้าน เปิดเผยว่าสาเหตุที่น้ำท่วมถนนเกิดจากสาเหตุมีการก่อสร้างถนนสี่เลนปิดท่อระบายน้ำของหมู่บ้าน เวลาเกิดน้ำป่าทำให้ระบายน้ำไม่ได้ เพราะไม่มีท่อน้ำเหมือนแต่ก่อน ทำให้เอ่อท่วมถนนและบ้านเรือนกว่า 100 หลัง เช่นเดียวกับที่บ้านอ้อย หมู่ 4 ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง น้ำจากอ่างแม่คำปองล้นสปิลเวย์ไหลลงลำคลองท่วมบ้านหมู่ 4 และหมู่ 7 กว่า 100 หลัง
พิษณุโลกอ่วม-น้ำไหลท่วมโบสถ์
ที่ จ.พิษณุโลก ถูกน้ำป่าไหลหลากท่วมพื้นที่ 5 ตำบลของ อ.เนินมะปราง ประกอบด้วย ต.บ้านมุง ต.ชมพู ต.วังยาง ต.วังโพรง และ ต.ไทรย้อย โดยเฉพาะต.ชมพู ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากน้ำจากคลองชมพูไหลล้นตลิ่งท่วมทุ่งนาเป็นวงกว้างในพื้นที่หมู่ 3 หมู่ 4 และหมู่ 5 ถนนสายกกไม้แดงเนินมะปรางทางเข้าสู่อำเภอเนินมะปรางจากบ้านน้ำปาดสู่บ้านปลวกง่ามน้ำท่วมผิวจราจรสูงประมาณ 10-50 ซม. รถเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านได้ ส่วนที่ถนนบ้านมุง หมู่ 1 ต.บ้านมุง จุดแลนด์มาร์คชมค้างคาวบ้านออกจากถ้ำของ ต.บ้านมุง เกิดน้ำป่าเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสสงหลวงไหลลงคลองบ้านมุงเอ่อท่วมบ้านและถนนสูง 20-30 ซม. ส่วน อ.วังทอง ลำน้ำเข็กไหลท่วมวัดบึงพร้าว หมู่ 3 ต.ชัยนาม ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ถูกน้ำท่วมผิวถนนเกือบ 1 เมตร ขณะที่แม่น้ำวังไหลท่วมวัดวังนกแอ่น หมู่ 2 บ้านวังดินสอ ต.วังนกแอ่น โดยเฉพาะโบสถ์หลังใหม่ถูกน้ำไหลเข้าท่วมสูงกว่า 1 เมตร ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองแล้ว โดยครั้งแรกถูกน้ำท่วมเมื่อปี 60
ผู้ว่าฯเชียงใหม่เตือน 8 อำเภอเสี่ยง
ที่ จ.เชียงใหม่ เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อ.ฮอด และ อ.แม่แจ่ม ประกอบกับมีน้ำป่าสะสมตั้งแต่เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่แจ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังหมู่บ้านเสี่ยงภัยติดแม่น้ำที่อาจถูกน้ำท่วมไล่ตั้งแต่ถึงบ้านอมขูด และบ้านท่าเรือ อ.แม่แจ่ม สำหรับมวลน้ำแม่แจ่มจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ และไหลไปรวมกันที่ทะเลสาบดอยเต่าก่อนเข้าสู่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ต่อไป ด้านนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผวจ.เชียงใหม่ แจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยตามลุ่มน้ำและลาดเชิงเขา ในพื้นที่ อ.ฮอด อ.พร้าว อ.ดอยสะเก็ด อ.เชียงดาว อ.แม่แจ่ม อ.แม่อาย อ.ฝาง และ อ.ไชยปราการ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

สั่งเฝ้าระวังน้ำตกกะช่องสีแดงขุ่น
ส่วนที่ จ.พังงา ฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.ตะกั่วป่า น้ำไหลเซาะถนนซอยเลียบคลอง หมู่ 7 ต.บางไทร อ.ตะกั่วป่า จนทรุดเป็นโพรงลึก รถทุกชนิดไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ อบต.บางไทร นำกรวยมาติดตั้งเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาระมัดระวังอันตราย ขณะที่บริเวณแม่น้ำตะกั่วป่าพบว่าระดับน้ำที่ไหลมาจาก อ.กะปง ลงสู่แม่น้ำตะกั่วป่าเพิ่มสูงขึ้นและสีขุ่น เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองตะกั่วป่าได้แจ้งเตือนชาวบ้านพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนในช่วงที่ฝนตกหนัก ด้านนายลือชัย เจริญทรัพย์ ผวจ.ตรัง ออกประกาศเตือนพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มและคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกต่างๆ ล่าสุดที่น้ำตกกะช่อง ต.ช่อง อ.นาโยง พบน้ำมีสีแดงขุ่น จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
เผยไทยยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายสุทัศน์ วีสกุล ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า แบบจำลองสภาพอากาศของ สสน.ระบุว่า พายุโพดุลได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงและปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง โดยหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากของพายุโพดุล ยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณ จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม สกลนคร เลย เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ แม่ฮ่องสอน ตาก นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง
นายกฯสั่งช่วยผู้ประสบภัย 16 จว.
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการกระทรวงมหาดไทยบูรณาการทุกหน่วยทั้งพลเรือนและกองทัพเร่งสำรวจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโพดุลเป็นการด่วน ซึ่งรายงานล่าสุด
ที่เข้ามาได้รับผลกระทบแล้ว 16 จังหวัด คือ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์และน่าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 1,665 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 รายที่ จ.อุบลราชธานี โดย ช่วยเหลือตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่น ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว อพยพผู้ประสบภัย ส่งมอบอาหารและน้ำ จัดส่งเครื่องมือและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์ และเร่งระบายน้ำ
มหาสารคามปริมาณฝนมากสุด
ผอ.สสน.กล่าวต่อว่า ปริมาณน้ำฝนสะสมวันที่ 31 ส.ค.หลังฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน รวมทั้งภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน จ.มหาสารคาม 203 มิลลิเมตร เพชรบูรณ์ 175 มิลลิเมตร ร้อยเอ็ด 172 มิลลิเมตร พิษณุโลก 161 มิลลิเมตร ขอนแก่น 157 มิลลิเมตร อุตรดิตถ์ 140 มิลลิเมตร ชัยภูมิ 134 มิลลิเมตร ยโสธร 128 มิลลิเมตร มุกดาหาร 124 มิลลิเมตร กาฬสินธุ์ 120 มิลลิเมตร พิจิตร 112 มิลลิเมตร แพร่ 105 มิลลิเมตร น่าน 103 มิลลิเมตร ระนอง 103 มิลลิเมตร แม่ฮ่องสอน 102 มิลลิเมตร ตาก 102 มิลลิเมตร ลำปาง 99 มิลลิเมตร ชุมพร 96 มิลลิเมตร นครราชสีมา 94 มิลลิเมตรและสุรินทร์ 93 มิลลิเมตร
เตรียมรับพายุอีกลูกจ่อคิวถล่ม
นายสุทัศน์กล่าวอีกว่า ผลจากพายุโพดุล ทำให้เขื่อนหลายแห่งรวมทั้งแหล่งน้ำหลายพื้นที่มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เดิมมีน้ำอยู่น้อยมากๆ น่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในหลัก 100 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์น่าจะมีน้ำเข้าเขื่อนไม่ต่ำกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับเขื่อนแควน้อยจะมีน้ำเข้าเขื่อน 90-100 ล้าน ลบ.ม.เช่นกัน ทำให้พื้นที่เกษตรมีน้ำหล่อเลี้ยงทำให้นาข้าวที่กลัวกันว่าจะแห้งตายก่อนหน้านี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นอกจากพายุโพดุลแล้วยังจับตาพายุอีกลูกหนึ่งที่ตอนนี้เคลื่อนตัวอยู่ไกลๆแถวนอกฝั่ง ประเทศฟิลิปปินส์มีความเป็นไปได้ว่าจะเคลื่อนที่เข้าประเทศไทยต่อจากโพดุล
“ท็อป” สั่งพร้อมรับน้ำท่วม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำสำรวจพื้นที่รับน้ำทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับน้ำพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 398 แห่ง และฝาย 823 แห่ง พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ 294 เครื่อง กระจายทั่วประเทศ นอกจากนี้ ได้เตรียมแผนในการฟื้นฟูบ่อสูบน้ำบาดาลที่ได้รับความเสียหายด้วย นอกจากนี้ให้กรมป่าไม้เตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวนกว่า 5,500 คน ทั้งนี้หลังเกิดอุทกภัยและเหตุการณ์สิ้นสุด หากผู้ประสบภัยใดที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย ได้เตรียมการประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อเข้าช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนต่อไป
“โพดุล” อ่อนกำลังจ่อถล่มเหนือ
ที่กรมอุตุนิยมวิทยา นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า หลังจากพายุดีเปรสชัน “โพดุล” อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณจังหวัดเลย เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา และเคลื่อนตัวทางทิศตัวตะวันตกอย่างช้าๆ ล่าสุดเวลา 10.00 น.วันที่ 31 ส.ค.หย่อมความกดอากาศต่ำ “โพดุล” ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคกลางจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ ราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครสวรรค์ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลไว้ด้วย ขณะเดียวกัน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปีของ จ.กาฬสินธุ์ ล่าสุด พื้นที่ 10 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ระดับน้ำเริ่มทรงตัว
ทางการเข้าสำรวจและนำถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม เข้าให้ความช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น
เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2562 สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ทั้ง 10 ชุมชน มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมประมาณ 450 หลังคาเรือน ซึ่งช่วงเช้าพบว่าระดับน้ำเริ่มทรงตัวเนื่องจากมีฝนตกลงมาน้อย แต่ระดับน้ำยังคงท่วมขังบ้านเรือนของชาวบ้านอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจและนำถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม เข้าให้ความช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น โดยชาวบ้านบอกว่าน้ำท่วมในครั้งนี้ถือว่าหนักกว่าปี 2560 เพราะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงน้ำก็ท่วมบ้านเรือนแล้ว โดยถือว่าหนักสุดในรอบ 10 ปี ชาวบ้านหลายคนที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บ้านได้ก็ไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้านนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่า
ราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมทั้งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “โพดุล” ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ 12 อำเภอ 59 ตำบล 171 หมู่บ้าน (อำเภอกมลาไสย, อำเภอห้วยผึ้ง, อำเภอห้วยเม็ก, อำเภอหนองกุงศรี, อำเภอกุฉินารายณ์, อำเภอสมเด็จ, อำเภอร่องคำ อำเภอสามชัย, อำเภอยางตลาด, อำเภอนามน, อำเภอเขาวง และอำเภอสหัสขันธ์) ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,323 ครัวเรือน 9,027 คน ที่อยู่อาศัยเสียหาย เสียหายหนัก 64 หลัง บางส่วน 450 หลัง รวม 524 หลัง นาข้าวน้ำท่วมขัง 16,543 ไร่ สะพาน 4 แห่ง ถนนได้รับความเสียหาย 77 สาย
ส่วนพื้นที่รับน้ำจากอ่างห้วยสีทน ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง สถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณฝนในพื้นที่น้อยลง ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง ถนนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่มีน้ำท่วมขัง ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะลดลง


กรมอุตุฯเตือนพายุ “คาจิกิ” ถล่มอีกระลอก ส่วนอีสานและเหนือยังระทมน้ำทะลักหลายจังหวัด ร้อยเอ็ดชาวบ้านผวาลืออ่างเก็บน้ำแตก
พ่อเมืองเร่งชี้แจง อุบลฯน้ำหนุนสูง สั่งปิดถนนสายหลัก สกลนครน้ำล้นสปิลเวย์แจ้งปักธงเหลือง มุกดาหารพบแล้วศพสาว ปวช.ถูกน้ำซัดลอยอืด
ยโสธรพนังกั้นน้ำชีพัง ส่วนสุโขทัยและพิษณุโลกยังวิกฤติแม่น้ำหนุนสูง ขณะที่นายกฯ สั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือ “คาจิกิ”
ฤทธิ์พายุ “โพดุล” ซัดภาคเหนือและอีสานอ่วม ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำล้นหลายแห่ง เจ้าหน้าที่เร่งระบาย หวั่นเกิดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมเร่งอพยพชาวบ้าน
อาศัยอยู่ริมน้ำ เฝ้าระวังน้ำในแม่น้ำหลายสายสูงขึ้นต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ระดมกำลังซ่อมแซมบ้านเรือน โรงเรียนและโรงพยาบาล และเตรียมรับมือพายุลูกใหม่กระทบไทย

ร้อยเอ็ดอ่วมท่วมนา 7,000 ไร่
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายชัยภัทร ตั้งหลัก นายก เทศมนตรีตำบลขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า มวลน้ำจากลำน้ำไหลมาจาก ต.นาแซง ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ และ อ.ธวัชบุรี เข้าพื้นที่ ต.ขวาว ทำให้น้ำท่วมนาข้าวของเกษตรกรประมาณ 7,000 ไร่ และท่วมถนนระดับน้ำสูงถึงหัวเข่า กระแสน้ำไหลเชี่ยว รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ บ้านเรือนเสียหาย 50 หลังคาเรือน ด้านนายวันชัย คงเกษม ผวจ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า อิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล ส่งผลให้ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับผลกระทบ รวม 7 อำเภอ 80 ตำบล 1,020 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 61,738 ครัวเรือน ประกอบด้วย อ.เมืองร้อยเอ็ด อ.เสลภูมิ อ.เมืองสรวง อ.โพนทอง อ.โพธิ์ชัย อ.ธวัชบุรี และ อ.จังหาร
ลืออ่างเก็บน้ำแตกชาวบ้านผวา
นายวันชัย คงเกษม ผวจ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยนายจิรศักดิ์ มงคลสวัสดิ์ ผอ.โครงการชลประทานร้อยเอ็ด นายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำและการเร่งระบายน้ำ ที่สันเขื่อนอ่างเก็บนํ้าหนองหญ้าม้า ต.รอบเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด หลังมีข่าวลือแพร่โซเชียลมีเดียว่าอ่างเก็บน้ำหนองหญ้าม้าแตกแล้ว ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ นายวันชัยเปิดเผยว่า จ.ร้อยเอ็ดมีอ่างเก็บน้ำอยู่ 12 แห่ง ระดับเก็บกักต้องเร่งระบายน้ำ 8 แห่ง สำหรับอ่างเก็บน้ำหนองหญ้าม้าไม่ได้ชำรุด แต่น้ำล้นต้องระบายออกตามระบบประชาชนอย่าวิตกกังวล
เตรียมรับมือพายุ “คาจิกิ”
นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ภายหลังทุบเกาะกลางถนนในหลายจุดที่ถนนมะลิวัลย์ เพื่อระบายน้ำจาก ม.ขอนแก่น และ ต.ศิลา รวมทั้งฝั่งของท่าอากาศยานขอนแก่นลงสู่บึงหนอง–โคตรอย่างรวดเร็วมากขึ้น ประกอบกับฝนหยุดตกหลายช่วง ทำให้มวลน้ำไม่เติมเข้ามาเพิ่มขึ้น ระดับน้ำลดลงหลายจุด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนยังคงวางกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย และอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆรวมทั้งการติดตั้งเครื่องหมายแจ้งเตือนจุดที่เกิดน้ำท่วม และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้พายุโซนร้อน “คาจิกิ” เริ่มเคลื่อนตัวเข้าไทย

เก็บป้ายทะเบียนรถลอยน้ำ
นายกิตตินันท์ วงศ์ทองเจริญ ประธานศูนย์ อปพร.เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า หลังประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เก็บป้ายทะเบียนรถยนต์และรถ จยย.กว่า 100 แผ่น นำมาเก็บรักษาไว้เพื่อเตรียมส่งคืนให้กับเจ้าของ นอกจากนี้ ยังถ่ายภาพป้ายทะเบียนเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย และเพจทางราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้กับเจ้าของรถ
มารับคืน กำหนดให้พื้นที่บริเวณด้านหน้าศูนย์ป้องกันฯ เป็นจุดเก็บรักษาและรวบรวมแผ่นป้ายทะเบียนทั้งหมด
เคราะห์ซ้ำโจรงัดบ้าน 4 หลัง
ขณะที่ ร.ต.อ.นัฐพงษ์ สอนสิทธิ์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ไปตรวจเหตุลักทรัพย์ที่บ้านของ น.ส.พรเพชร ชมภู อายุ 33 ปี อยู่ใน ต.ภูเหล็ก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สอบสวนทราบว่า เตรียมเงิน 5
หมื่นบาทไปฝากธนาคาร แต่ฝนตกหนัก ถนนน้ำท่วมสูงไปไม่ได้จึงเก็บเงินไว้ในบ้าน แต่กลับถูกโจรเข้ามาขโมยหายไป ขณะเดียวกัน มีผู้เสียหายอีก 3 รายในพื้นที่แจ้งว่า คนร้ายเข้าไปขโมยของในบ้านหายไปหลายรายการ เป็นจังหวะที่ชาวบ้านตื่นตกใจกับเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี

ปิดถนนอุบล–ยโสธร น้ำท่วมสูง
จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำในแม่น้ำมูลน้อย เพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในชุมชนวังแดง เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ด้าน น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขนย้ายทรัพย์สินขึ้นไว้บนที่สูง อพยพผู้ป่วยและผู้สูงอายุไปอยู่ที่เต็นท์ริมถนนชลประทาน-ท่าบ่อ เป็นจุดอพยพของชาวชุมชนวังแดงที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ทั้งหมด 13 อำเภอ 16 ตำบล 169 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นชาวบ้าน อ.กุดข้าวปุ้น ถนนทางหลวงหมายเลข 23 อุบล-ยโสธร เกิดน้ำท่วมสูงถึงเอว ต้องปิดการจราจร ให้ใช้ทางเลี่ยงอ้อมประมาณ 35 กม. และทาง
หลวงหมายเลข 2050 อุบล-ตระการ ต้องใช้ทางอ้อมประมาณ 50 กม. เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ
น้ำหนองหารล้นสปิลเวย์
จ.สกลนคร เกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำสูงในหนองหารตลอดลำน้ำก่ำ เจ้าหน้าที่ปักธงสีเหลืองเตือนภัยเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำหนองหารล้นสปิลเวย์ที่ประตูน้ำสุรัสวดี ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 3 จังหวัดสกลนคร รายงานว่า ระดับน้ำหนองหารเช้าวันนี้อยู่ที่ 294 ล้าน ลบ.ม. จากความจุกักเก็บ 266 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 110 ปริมาณน้ำหนองหารสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่สะพานบ้านด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ ดันน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงเร็วขึ้น ส่วน
บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำก่ำปักธงเหลืองเตือนแล้วเช่นกัน พร้อมประกาศเตือนผู้อยู่ปลายน้ำลำน้ำก่ำที่รับน้ำหนองหาร ให้ระมัดระวังและติดตามประกาศเตือนของจังหวัดสกลนครอย่างใกล้ชิด
พบศพแล้วสาว ปวช.ลอยอืด
ภายหลังเจ้าหน้าที่ค้นหา น.ส.ปริชาติ สารสิมา หรือน้องชมภู่ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ปวช.3 สาขาการบัญชีวิทยาลัยเทคโนโลยี จ.มุกดาหาร ขี่รถ จยย.กลับบ้านถูกน้ำพัดที่ถนนสายบ้านนาโพธิ์-บ้านดง ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร สูญหายไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ล่าสุดเจ้าหน้าที่ไปพบศพห่างจุดเกิดเหตุ 5 กม. สภาพนอนคว่ำหน้าขึ้นอึด ญาติร่ำไห้นำศพไปที่วัดโพนสว่าง ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล ประกอบพิธีทางศาสนาตามประเพณี

กาฬสินธุ์จมบาดาล 5 อำเภอ
นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงนี้ยังมีฝนตก ปริมาณน้ำฝนสะสมระดับน้ำตาม ลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย อ.ร่องคำ และ อ.ยางตลาด น้ำท่วมขัง 21 ชุมชน ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 1,500 ครัวเรือน น้ำท่วมหนักในพื้นที่ 13 ชุมชน ส่วนลำน้ำปาวระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วใน 6 วัน จาก 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 367 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยติดกับลำน้ำปาว อย่างไรก็ตาม เขื่อนลำปาว ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 956 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ มีปริมาณน้ำกักเก็บ 1,023 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่าง เจ้าหน้าที่ยืนยันไม่ได้มีการระบายน้ำออกจากเขื่อน ส่วนชาวบ้านที่บ้าน สุขสวัสดิ์และบ้านกุดอ้อ ต.หลุบ อ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับผลกระทบจากลำน้ำปาว ต่างขนย้ายสิ่งของไปอาศัยกางเต็นท์ที่ถนนรวมกว่า 340 ครัวเรือน
แม่น้ำชีล้นตลิ่งแจ้งเตือนเฝ้าระวัง
นายจรัส เพ็ญศิริสมบูรณ์ ผอ.โครงการชลประทานมหาสารคาม เปิดเผยว่า ช่วงนี้ฝนตกลงมา อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำชีใน จ.มหาสารคาม ทั้ง 4 อำเภอ แม่น้ำชี ล้นตลิ่ง ระดับน้ำชีหน้าเขื่อนวังยางวัดได้ 138.16 เมตร ระดับทะเลปานกลาง (ม.รทก.) เหลือแค่ 0.84 เมตร จะถึงระดับวิกฤติ 139.00 ม.รทก. สูงขึ้นจากเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 51 ซม. แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แม่น้ำชีล้นตลิ่ง จะเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน
น้ำป่าภูหลวงไหลท่วมโรงเรียน
จ.เลย น้ำป่าจากป่าสงวนเขาแก้ว-ดงปากชม ต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน ไหลลงสู่ลำห้วยหินซา เอ่อล้น ท่วมบ้านเรือนประชาชนที่บ้านท่าบม หมู่ 8 ต.เขา–แก้ว และบ้านหินตั้ง หมู่ 3 และหมู่ 6 บ้านศรีพัฒนา หมู่ 5 บ้านจอมศรี หมู่ 2 และหมู่ 8 ต.จอมศรี อ.เชียงคาน ระดับน้ำสูงถึงหัวเข่า แล้วไหล เข้าท่วมนาข้าว ส่วนที่ อ.ภูหลวง เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน มวลน้ำจากภูหลวงเป็นต้นแม่น้ำเลย ไหลเข้าท่วมโรงเรียน
บ้านโนนเลยตาวตาด และท่วมบ้านเรือนราษฎรที่บ้านห้วยตาวตาด หมู่ 2 ต.เลยวังไสย์ อ.ภูหลวง
วางถุงบิ๊กแบ็กกั้นแม่น้ำชี
นายสมเพชร สร้อยสระคู รอง ผวจ.ยโสธร พร้อมด้วย น.ส.สิริมา วัฒโน รอง ผวจ.ยโสธร นาย สุวัฒน์ เข็มเพชร ปลัดจังหวัดยโสธร ลงพื้นที่ถนนพนังกั้นน้ำชีจุดบริเวณบุ่งน้อย บุ่งใหญ่ เขตเทศบาลเมืองยโสธร เพื่อประเมินสถานการณ์แม่น้ำชี และวางแนวถุงบิ๊กแบ็กตั้งแต่ท่าทรายเอกชนจนถึงชุมชนอยู่ดีมีแฮง ระยะทางกว่า 1.6 กิโลเมตร สูง 1 เมตร นายสมเพชรเปิดเผยว่า น้ำเอ่อล้นตลิ่งในเขตเทศบาลเมืองยโสธรอยู่ระดับ 14 เมตร ขณะระดับน้ำอยู่ระดับ 13.36 เมตร เหลืออีกประมาณ 36 ซม. น้ำจะล้นตลิ่งไหลเข้าเขตเทศบาลเมืองยโสธร จังหวัดร่วมกับเทศบาลเมืองยโสธรเร่งวางถุงบิ๊กแบ็กเพื่อกั้นน้ำชีไม่ให้ไหลเข้าเขตเทศบาลเมืองยโสธร สำหรับชาวบ้านอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำชี และบริเวณใกล้เคียงขอให้เตรียมอพยพหากเกิดน้ำหลาก

พนังกั้นน้ำรั่วแม่น้ำยมทะลัก
จ.สุโขทัย ระดับน้ำยมที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี ต.ธานี ระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ หมู่ 9 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก ระบายน้ำลงมารวมกับมีปริมาณฝนตกหนักในพื้นที่ มีรายงานว่าปริมาณน้ำไหลทะลักออกจากคอสะพานพระร่วง สะพานโตโยต้า และสะพานพระแม่ย่า ไหลเข้าท่วมถนนหลายสายที่อยู่ติดแม่น้ำยม ขณะเดียวกันเกิดรอยรั่วตามแนวพนังกั้นน้ำสูงเกือบ 2 เมตร บริเวณถนนนิกรเกษม ต.ธานี อ.เมือง เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดสุโขทัย และหน่วยงานราชการหลายแห่ง เป็นระยะทางยาว 1 กม. ทำให้น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วมถนนอย่างรวดเร็ว พล.ต.สุปัญญา วิไลรัตน์ ผบ.บชร.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประมวล ยิ้มจันทร์ ผกก.สภ.เมืองสุโขทัย นำกำลังทหารและตำรวจ 100
นาย เข้าอุดรอยรั่วทุกจุดพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. ที่ จ.น่าน เจ้าหน้าที่ออกค้นหานางพจมาลย์ อุดอ้าย อายุ 39 ปี ถูกน้ำพัดหายไป ที่ อ.ทุ่งช้าง ยังไม่พบตัว
ทหารช่วยซ่อมพนังกั้นน้ำ
จ.พิษณุโลก ในพื้นที่บ้านวัดตายม หมู่ที่ 1 ต.วัดตายม อ.บางกระทุ่ม พนังกั้นน้ำของคลองชมพูพังเป็นทางยาว 20 เมตร มวลน้ำไหลเข้าท่วมนาข้าวเสียหาย ทหารจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกองบิน 46 พิษณุโลก นำกำลังมาช่วยชาวบ้านซ่อมพนังกั้นน้ำ ใช้ท่อนไม้ตอกเป็นเสาหลัก นำกระสอบทรายมากั้นน้ำ แต่มีอุปสรรคมากเนื่องจากกระแสน้ำไหลแรง ส่วนพื้นที่หมู่ 9 ต.ดินทอง อ.วังทอง นายสุเทพ แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลดินทอง นำชาวบ้านพร้อมรถแบ็กโฮ ช่วยกันทำพนังกั้นน้ำ พื้นที่บริเวณถูกน้ำกัดเซาะริมแม่น้ำวังทองขนาดความยาวกว่า 4 เมตร
พังเสียหาย ขณะนี้น้ำจากแม่น้ำวังทองไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่นาหลายพันไร่แล้ว จากการลงพื้นที่สำรวจ พื้นที่ ต.วังพิกุล พบว่าขณะนี้ระดับน้ำหลายจุดแพร่กระจายแต่มีระดับไม่สูงมากนัก ส่วนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พิษณุโลก สรุปความเสียหายปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 4 อำเภอ 31 ตำบล 224 หมู่บ้าน 15,036 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ผลกระทบด้านการเกษตร 171,732 ไร่ ที่ อ.เนินมะปราง 7 ตำบล 64 หมู่บ้าน 2,500 ครอบครัว ผลกระทบด้านการเกษตร 139,323 ไร่ อ.วังทอง 10 ตำบล 66 หมู่บ้าน 9,692 ครอบครัว ผลกระทบด้านการเกษตร 36,098ไร่ อ.นครไทย 7 ตำบล 61 หมู่บ้าน 972 ครอบครัว ผลกระทบด้านการเกษตร 2,157 ไร่ และ อ.ชาติตระการ 7 ตำบล 41 หมู่บ้าน 1,872 ครอบครัว ผลกระทบด้านการเกษตร 16,268 ไร่

ตากฝนถล่มน้ำป่าไหลเชี่ยว
จ.ตาก เกิดน้ำป่าไหลจากภูเขาลงสู่ลำห้วยน้ำทิพย์ เป็นลำห้วยสาขาของแม่น้ำปิงเอ่อล้น ไหลข้ามถนนทางเข้าบ้านน้ำทิพย์ หมู่ 12 ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า ระดับน้ำสูงถึงหน้าอกระยะทาง 10 เมตร นายธวัช กรณ์ทอง ชาวบ้านบ้านเด่นวัวน้ำทิพย์ เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านจะต้องสัญจรเข้าออกหมู่บ้าน ทุกครั้งที่ฝนตกหนักจะมีน้ำป่าไหลลงมาจากภูเขา ชาวบ้านไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ต้องรอจนกว่าน้ำจะลด มักจะมีเศษสวะ กิ่งไม้ไหลมาปิดถนน ทำให้การเดินทางไปอย่างลำบาก ที่ จ.แพร่ ลำห้วยสาขาของแม่น้ำยมไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนใน ต. เด่นชัย ต.แม่จั๊วะ และ ต.ปงป่าหวาย อ.เด่นชัย ทหารกองพันทหารม้าที่ 12 นำกำลังช่วยเหลือราษฎรอพยพผู้ป่วย ผู้สูงอายุไปยังที่ปลอดภัย และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ส่วนที่ จ.ลำปาง บริเวณช่องเขาขาด บ้านผาลาด ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง เกิดดินและหินถล่มมาปิดถนน ทำให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์พื้นที่
บิ๊กคลีนนิ่ง รพ.สต.โพซอ
นายธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง ช่วยกันเข้าไปทำความสะอาด รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลโพซอ และโรงเรียนบ้านโพซอ ภายหลังถูกน้ำป่าซัดข้าวของและเครื่องมือแพทย์เสียหาย พร้อมตัดกิ่งไม้เก็บกวาดดินสไลด์ ล้างทำความสะอาดเพื่อกลับมาให้บริการโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในพื้นที่บ้านโพซอยังคงน่าวิตก เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และพบว่าเส้นทางระหว่างบ้านโพซอไปจนถึงบ้านเสาหิน ถนนถูกตัดขาด ดินโคลนสไลด์ปิดทาง และคอสะพานขาด เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างซ่อมแซม
ส่งน้ำใจถึงชาวอีสาน
ด้านเจ้าหน้าที่อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคมจุดบ่อวิน จ.ชลบุรี ช่วยกันขนของขึ้นรถบรรทุก และรถกระบะลำเลียงสิ่งของอุปโภคบริโภค ประเภทอาหารแห้งและน้ำดื่ม เพื่อไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยที่ จ.ยโสธรและ จ.ร้อยเอ็ด ขณะประสบกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบหลาย 10 ปี ภายหลังประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีราชาและชาวระยอง ร่วมกันบริจาคสิ่งของ เร่งส่งของให้ถึงมือกับประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับ พล.ต.วสันต์ ทัพวงศ์ ผบ.มทบ.16 อ.เมืองราชบุรี นำกำลังพลร่วมกับนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 ชมรมกตัญญูคลับของ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงและจิตอาสา ช่วยกันนำสิ่งของน้ำดื่ม อาหารกระป๋อง และอาหารแห้ง เตรียมนำไปช่วยเหลือชาวบ้านส่งไปที่กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา เพื่อส่งแจกจ่ายต่อไป
ตำรวจ ตชด.ช่วยน้ำท่วม
วันเดียวกัน พ.ต.อ.กิตติคุณ นิยมวิทย์ ผกก.4 บก.กฝ.บช.ตชด.นำกำลังพลนักเรียนนายสิบตำรวจ 50 นาย พร้อมข้าราชการ ตำรวจจิตอาสา บรรจุทรายใส่ถุง 2,000 กระสอบ ทำแนวพนังกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่ชุมชนเมืองบริเวณบ้านหมูม่น อ.เมืองอุดรธานี ส่วน พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย บุญภิโย ผบ.ร้อย ตชด.226 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย 30 นาย นำเรือท้องแบนและอุปกรณ์ ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่บ้านดงมะไฟ ต.หนองแสงใหญ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เนื่องจากระดับน้ำสูง 2 เมตร รถไม่
สามารถสัญจรได้ ชุด ตชด.นำน้ำดื่มมอบให้ผู้นำ ชุมชนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ฐานิตย์ นามบ้าน ผบ.ร้อย ตชด.315 มอบหมายให้ กพ.ชุดจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ร้อย ตชด.315 จำนวน 20 นาย เข้าร่วมบรรจุถุงยังชีพชุดธารน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยของสภากาชาดไทย ให้กับประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก โดยมีเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก ปลัด อ.ชาติตระการ นายกเทศบาล ต. ป่าแดง ส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่นและประชาชนจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เข้าร่วม 140 คน
“ต่อศักดิ์”ขนของช่วยร้อยเอ็ด
ขณะที่ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบก.ตร. มหด.รอ.904 ประสานกับ พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นคร–บัญชา ผบก.ปคม. และ พล.ต.ต.ธนพล ศรีโสภา ผบก.รน. จัดกำลังเจ้าหน้าที่แต่ละกองบังคับการนำสิ่งของไปมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบหมายให้ พ.ต.อ.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบก.ตร.มหด.รอ.904 พ.ต.อ.ศิววงศ์ ดำรงสัจจ์ศิริ ผกก.3 บก.ตร.มหด.รอ.904 พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.10 บก.รน. พ.ต.ต.วีรวัฒน์ เจริญศิลป์ สว.กก.ปพ.บก.ตร.มหด.รอ.904 นำกำลังพล 35 นาย พร้อมเรือท้องแบน และอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ นำข้าวของเครื่องใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ไข่ไก่ น้ำมันพืช และน้ำดื่ม ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บ้านนาแซง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ที่ชาวบ้านประสบภัย
กรมอุตุฯเตือนพายุ “คาจิกิ”
กรมอุตุนิยมวิทยา นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า พายุดีเปรสชัน บริเวณเกาะไหหลำ ประเทศจีน ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่บริเวณเมืองเว้ ตอนกลางของประเทศเวียดนาม และล่าสุดพายุโซนร้อน “คาจิกิ” เคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาว มีศูนย์กลางห่างประมาณ 80 กม. ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทย ในช่วงวันที่ 4 ก.ย.นี้ มีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่และฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่วนมากบริเวณจังหวัดแพร่ น่าน พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
นายกฯ สั่งทุกหน่วยรับมือ “คาจิกิ”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะ รัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการรับมือจากพายุดีเปรสชัน ที่พัฒนาเป็นพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ว่า รัฐบาลมีประสบการณ์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ สั่งการย้ำเตือนหน่วยงาน เตรียมการแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กองทัพ กรมชลประทาน กระทรวงสาธารณสุข ให้ติดตามสถานการณ์และเตรียม พร้อมรับมือพายุ แจ้งเตือนประชาชนเป็นระยะๆ รวมถึงการปรับแผน การระบายน้ำเพื่อลดผล
กระทบให้ได้มากที่สุด แม้จุดศูนย์กลางพายุจะไม่เข้าโดยตรงที่ประเทศไทยแต่อิทธิพลจะส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ
นายกฯ กล่าวว่า วันที่ 4 ก.ย. ตนและทีมงาน จะลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย เพื่อตรวจความเสียหายและให้กำลังใจผู้ประสบภัย รัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ที่เดือดร้อนในทุกมิติ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราเผชิญมาโดยตลอด ประเทศไทยจะมีปัญหาสำคัญๆคือภัยแล้งและน้ำท่วม ตนเป็นห่วงโดยเฉพาะที่ผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีรายได้น้อย รวมถึงย่านธุรกิจ โรง-พยาบาล สถานที่ราชการ และเส้นทางคมนาคมขั้นพื้นฐาน สั่งการไปแล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมจัดกำลัง เครื่องไม้เครื่องมือ เร่งคลี่คลายเส้นทางร่วมทำงานกับกระทรวงคมนาคมให้โดยเร็วที่สุด
มท.1 ยังห่วงน้ำท่วม 5 จังหวัดอีสาน
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังคงเหลือที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ขอนแก่น ขณะที่พายุลูกใหม่ “คาจิกิ” ที่กำลังจะเข้ามา ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน รวมถึงจะระบายน้ำให้ดีที่สุด ให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ต้องประเมินว่าพายุลูกใหม่เข้ามาต้องระบายน้ำออกตามความเหมาะสม เพราะต้องเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่จะได้รับผลกระทบจากพายุลูกใหม่โดยตรง เตรียมพร้อมรับมือในทุกจังหวัด ส่วนการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัยของนายกฯ เตรียมการไว้ เพราะทั้งสองจังหวัดยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะตัวเมืองที่รับน้ำได้ปริมาณจำกัดจำเป็นต้องผันน้ำไปทางอื่น ยืนยันว่าขณะนี้ยังบริหารจัดการได้ หากนายกฯได้เตรียมการไว้ไปตรวจน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสานต่อ
“อุตตม” สั่งธนาคารช่วยชาวบ้าน
นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอุตตม สาว-นายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการ ให้หน่วยงานในสังกัดแต่ละพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโซนร้อนโพดุล โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ได้มอบหมายให้นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กำหนดแนวทาง และกำชับให้ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน
ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผอ.ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม พร้อมกับสำรวจความเสียหายของลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านเงินกู้เป็นกรณีเร่งด่วน ธนาคารออกมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภท คือ ระดับ 1 มีน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน ให้พักชำระเงินต้นโดยชำระแต่ดอกเบี้ยไม่เกิน 2 ปี ขยายเวลาชำระหนี้เท่ากับระยะเวลาพักชำระหนี้ ระดับ 2 มีน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและซ่อมแซม ให้พักชำระเงินต้นโดยชำระแต่ดอกเบี้ย 50% ในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และระดับ 3 ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย บ้านเรือนเสียหายส่งผลให้รายได้ลดลง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ธนาคารฯให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน

จังหวัดอุบลราชธานี ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 9 อำเภอ หลังถูกพายุโซนร้อนโพดุล และ คาจิกิ ถล่มอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมทั้ง 25 อำเภอ วันที่ 7 ก.ย.2562 นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดอุบลราชธานีประสบปัญหาอุทกภัยจากพายุโซนร้อน “โพดุล” และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้จังหวัดอุบลราชธานีประสบปัญหาน้ำท่วมทั้ง 25 อำเภอ ประชาชนประสบความเดือดร้อนจำนวนมาก
จังหวัดอุบลราชธานีได้ติดตามสถานการณ์และดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2550 และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 แล้วทั้ง 25 อำเภอ และประกาศเขตให้ความช่วยเหลือภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) จำนวน 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอม่วงสามสิบ, ตระการพืชผล, นาเยีย, ตาลสุม, ดอนมดแดง, น้ำขุ่น, เหล่าเสือโก้ก, เขื่องใน และอำเภอวารินชำราบ
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ที่สถานีวัดระดับน้ำขณะนี้เพิ่มขึ้นทุกสถานี โดยจังหวัดอุบลราชธานีจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร ซึ่งจะส่งผลให้มีพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยเพิ่มมากขึ้น และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขณะนี้ทางจังหวัด ได้เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหา ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

อิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล และพายุโซนร้อนคาจิกิ ส่งผลกระทบทั่วไทย 32 จังหวัด เดือดร้อน 335,832 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 24 ราย ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 8 จังหวัด
วันที่ 7 ก.ย.2562 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานอิทธิพลพายุโซนร้อน”โพดุล” และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม
ทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. 62 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ในพื้นที่ 32 จังหวัด 166 อำเภอ 748 ตำบล 5,138 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 335,832 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี
ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยเป็นหลัก อีกทั้งสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุโซนร้อน “โพดุล” และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ รวม 32 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์
มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ชุมพร อุดรธานี สระแก้ว ลำปาง เลย สุโขทัย ศรีสะเกษ และสกลนคร รวม 166 อำเภอ 748 ตำบล 5,138 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 335,832 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย รวม 15 จุด (อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี)
(ยโสธร 6 ราย อำนาจเจริญ 4 ราย ร้อยเอ็ด 4 ราย ขอนแก่น 3 ราย พิจิตร 2 ราย อุบลราชธานี 1 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร 1 ราย น่าน 1 ราย) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ) ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย, พิษณุโลก, พิจิตร, อำนาจเจริญ, ยโสธร, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด และจังหวัดศรีสะเกษ อพยพประชาชน 3,438 คน ในพื้นที่ 3 จังหวัด

ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำ
ระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัย โดยแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยและเรือท้องแบนให้บริการขนย้ายสิ่ง
ของและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน ตลอดจนสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

น้ำท่วมอุบลฯ อ่วม!!!! จมบาดาล เข้าขั้นวิกฤติ หนักสุดในรอบ 17 ปี
เมื่อวันที่ 13 ก.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ปีนี้ถือว่าหนักที่สุดในรอบ 17 ปี มีชาวบ้านที่บ้านเรือนอยู่ในที่ลุ่มติดแม่น้ำมูล ในเขต อ.วารินชำราบ และ อ.เมือง ได้รับความเดือดร้อน ทำให้ต้องอพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง และสร้างเพิงพักอยู่ริมถนน ซึ่งขณะนี้แม่น้ำมูลปรับตัวสูงขึ้นไหลเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมย่านเศรษฐกิจ อ.วารินชำราบ ตั้งแต่เชิงสะพานแม่น้ำมูล และต้องปิดการจราจรจาก อ.วารินชำราบ ข้ามสะพานแม่น้ำมูลเข้ามายังวงเวียนน้ำพุ อ.เมืองอุบลราชธานี เพราะบางช่วงน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่ถนนเส้นเลี่ยงเมืองจาก
อ.เมืองอุบลราชธานี ไป อ.วารินชำราบ ที่เป็นถนน 4 เลน มีบริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ รวมทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าอุบลฯ โชว์รูมของบริษัทจำหน่ายรถบีเอ็ม ร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ 2 แห่ง น้ำจากแม่น้ำมูลไหลเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนริมน้ำมูล และไหลทะลักท่วมถนนแล้ว 2 เลนจราจร รถยนต์ใช้เส้นทางได้เพียง 2 เลน โดยน้ำบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า อุบลราชธานี น้ำเริ่มเอ่อท่วมผิวถนนหน้าห้างสูงประมาณ 40 ซม. ต้องปิดช่องทางเข้าออกฝั่งหน้าห้าง และไปใช้ประตูด้านข้างฝั่ง ถ.สรรพสิทธิ์ แทนแต่รถเล็กผ่านไม่ได้ พร้อมยังเปิดบริการตามปกติ ส่วนฝั่งด่านมหาวิทยาลัยราชธานีน้ำได้เอ่อท่วม เต็มพื้นที่
ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำท่วม จ.อุบลราชธานี ในตอนนี้ ถือว่าทำสถิติระดับน้ำท่วมสูงเป็นประวัติการณ์ โดยน้ำท่วมหนักนั้น เกิดขึ้นในปี 2545 และ 2554 ที่วัดระดับน้ำท่วมหนักได้ 10.77 เมตร และ 9.81 เมตร ตามลำดับ โดยในปีนี้ วัดระดับน้ำท่วมได้ 10.83 เมตร ปีที่น้ำท่วมหนักที่สุด เป็นของปี 2521 ที่วัดระดับน้ำได้อยู่ที่ 12.76 เมตรขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำมูลที่สถานีวัดน้ำสะพานเสริประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี มีระดับน้ำสูงขึ้น 7.91 เมตร โดยสูงขึ้นจากเมื่อวานกว่า 50 เซนติเมตร และสูงกว่าตลิ่ง 90 เซนติเมตร น้ำไหลมีความเร็ว 2,758 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที













ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี แถลงรายงานสถานการณ์น้ำมูลสูงทุบสถิติปี 2545 เป็น 10.97 เมตร ขณะที่กรมชลประทานเพิ่มเครื่องสูบน้ำ 2 จุด เป็นจุดละ 60 ตัว เพื่อเร่งระบายน้ำ คาดช่วยระบายน้ำลงน้ำโขงได้จุดละ 14 ล้าน ลบ.ม.
วันนี้ (13 ก.ย.2562) นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี แถลงรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ว่า วันนี้ตั้งแต่ 06.00 น. สถานการณ์น้ำตรวจวัดบริเวณสถานีวัด M7 สะพานแม่น้ำมูล เพิ่มเป็น 10.97 เมตร
เพิ่มจากเมื่อวาน 6 เซนติเมตร เป็นผลทำให้น้ำที่ไหลลงแม่น้ำมูลเพิ่มขึ้นเป็น 5,265 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้น้ำกระจายไปพื้นที่ต่ำ จนทำให้บางพื้นที่เหมือนเกาะ โดยจะมีชุมชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ต่ำ แต่น้ำจะไม่เพิ่มสูงขึ้น
“น้ำจะไม่รุนแรงระดับสูง แต่รุนแรงระดับกว้าง จึงต้องเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
ซึ่งมีหลายฝ่ายกังวลว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไหร่
เบื้องต้น คาดว่าต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์
หากไม่มีฝนมาเติม แต่ต้องติดตามสถานการณ์พายุดีเปรสชัน ที่อาจเข้ามาในช่วงปลายเดือนนี้ด้วย ”

ขณะที่น้ำในเขตเทศบาลบริเวณสถานที่ราชการยังไม่ท่วม รวมถึงบริเวณรอบนอกหมู่บ้านที่อยู่ชุมชนริมแม่น้ำมูลก็ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่มีบางชุมชนในเมืองได้รับผลกระทบแต่ประชาชนได้ตั้งกระสอบทรายไว้
ทำให้น้ำไม่เพิ่มสูงขึ้น แต่น้ำนิ่งลดลงช้า ต้องรอสถานการณ์น้ำโขง ขณะที่เส้นทางเข้าสนามบินถูกน้ำท่วมขัง นอกจากนี้ วานนี้มีฝนตกลงมาช่วงกลางคืนประมาณ 30 นาที ส่งผลให้มีน้ำเพิ่มน้ำต้องทยอย
ระบาย ทำให้น้ำดันท่อระบายน้ำออก ทั้งนี้ เทศบาลได้ออกสำรวจแนวท่อระบายน้ำที่จะต้องเอากระสอบทรายไปทับ และสำรวจบ้านเรือนประชาชนเพื่อกระจายกระสอบทรายให้ประชาชนเพิ่มขึ้น

“พื้นที่ที่น่าห่วงคือ อำเภอพิบูลมังสาหาร และวารินชำราบ โดยเฉพาะหมู่บ้านแนวแม่น้ำมูล
ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบสามารถ
ขอให้กำลังพลช่วยขนของขึ้นที่สูงและขอความช่วยเหลือได้”
ด้านกระแสข่าวที่มีน้ำเอ่อเข้าท่วมโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จนทำให้หลายคนตื่นตระหนกนั้น โรงพยาบาลได้มีการเตรียมการล่วงหน้าไว้แล้ว หากน้ำดันท่อระบายน้ำออกมา ก็จะสามารถสูบน้ำออกได้ทัน อีกทั้งยังเตรียมการเรื่องกระสอบทรายไว้แล้ว แต่ผู้ป่วยที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทางบกอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีน้ำท่วมสูง จึงต้องปิดเส้นทางถนนบายพาส บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลฯ ไม่ให้รถ
สัญจรผ่าน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ สำหรับการลดระดับน้ำ ทางจังหวัดเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำโขง โดยกรมชลประทานได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ ช่วยระบายน้ำมูลเป็น 60 เครื่อง จาก 30 เครื่อง ที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล และบริเวณท้ายแม่น้ำมูล ซึ่งประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่องสามารถระบายน้ำได้วันละ 120,000 ลบ.ม. เพราะฉะนั้น 60 เครื่อง จะสามารถระบายน้ำได้วันละ ประมาณ 14
ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้ง ทั้งนี้ ทางจังหวัดจะมีการแถลงสถานการณ์วันละ 4 ครั้ง เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจ โดยหากประชาชนต้องการขอความช่วยเหลือขนย้ายและแจกจ่ายถุงยังชีพ สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 045 429610 และ 06 1029 9618

5 จังหวัดอีสานยังวิกฤต
ด้าน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์จากอิทธิพลพายุโซนร้อน "โพดุล" และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.62 จนถึงปัจจุบัน (13 ก.ย.62 เวลา 06.00 น.) ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ในพื้นที่ รวม 32 จังหวัด 179 อำเภอ 927 ตำบล 6,799 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน
ประชาชนได้รับผลกระทบ 391,557 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 30 คน ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ ด้านความช่วยเหลือ ปภ. ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่าย
อาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์ภัยจะคลี่คลายอีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยและเรือท้องแบนให้บริการขนย้ายสิ่งของ และอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน ตลอดจนสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย ติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชม. เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วน
