สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง (พ.ย.52 - เม.ย.53)

สถานการณ์น้ำในเขื่อน (คลิ๊กที่กราฟเพื่อแสดงภาพใหญ่)

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนภูมิพล

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนภูมิพล

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนสิริกิติ์

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนสิริกิติ์

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนป่าสัก

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนป่าสัก

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนศรีนครินทร์

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนศรีนครินทร์

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนวชิราลงกรณ์

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนวชิราลงกรณ์

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนสิรินธร

ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนสิรินธร

ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนอุบลรัตน์


ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนอุบลรัตน์


ปริมาณน้ำกักเก็บอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล

ปริมาณน้ำระบายสะสมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล

ปริมาณน้ำกักเก็บอ่างเก็บน้ำบางพระ

ปริมาณน้ำระบายสะสมอ่างเก็บน้ำบางพระ

จากการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ช่วงเดือนเมษายน 2553 พบว่าอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าปีที่แล้วได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิิติ์ แม่งัด กิ่วลม แม่กวง ลำตะคอง ลำพระเพลิง น้ำอูน อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ห้วยหลวง ลำนางรอง มูลบน น้ำพุง ลำแซะ ป่าสัก วชิราลงกรณ์ กระเสียว ทับเสลา หนองปลาไหล คลองสียัด คลองท่าด่าน ประแสร์ รัชชประภา บางลาง โดยอ่างเก็บน้ำที่กล่าวมาข้่างต้น มีอ่างเก็บน้ำที่ปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือต่ำกว่าช่วงที่เกิดภัยแล้งปี 2548 คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่งัด แม่กวง น้ำอูน สิรินธร ห้วยหลวง น้ำพุง อุบลรัตน์ ป่าสัก ส่วนอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้วและมากกว่าปี 2548 ช่วงที่เกิดภัยแล้ง คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว กิ่วคอหมา แควน้อย บางพระ ศรีนครินทร์ แก่งกระจาน และปราณบุรี
และหากพิจารณาถึงข้อมูลน้ำระบายสะสมในแต่ละอ่างเก็บน้ำ พบว่าใีนปี 2552 และปี 2553 มีการระบายน้ำออกค่อนข้างมาก โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำค่อนข้างมากตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 จนถึงเดือนมีนาคม 2553 และหากพิจารณาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอ่างเก็บน้ำที่มีการระบายน้ำออกในปี2552 และ 2553 มากกว่าปีอื่น ๆ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ์ ป่าสักชลสิทธิ์ ห้วยหลวง มูลบน ลำแซะ บางพระ คลองสียัด และ รัชชประภา

รายละเอียดเพิ่มเติม


แผนภาพปริมาณฝนสะสมจาก NASA

พฤศจิกายน 2552

ธันวาคม 2552

มกราึคม 2553

กุมภาพันธ์ 2553

มีนาคม 2553

เมษายน 2553

ปริมาณฝนรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 - เมษายน 2552

ปริมาณฝนรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 - เมษายน 2553

จากแผนภาพฝนสะสมรายเดือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 จนถึงเดือนเมษายน 2553 พบว่าพื้นที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยมากโดยเฉพาะตอนบนของประเทศ โดยช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน มีฝนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ และเมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนเมษายน 2552 กับปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนเมษายน 2553 จะพบว่าปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนเมษายน 2553 มีค่าต่ำกว่าค่อนข้างมาก

ที่มา : National Aeronautics and Space Administration


ข้อมูลปริมาณฝน
แผนภาพฝนเฉลี่ยรายเดือน
จากค่าสถิติปี2493-2540
แผนภาพฝนเฉลี่ยรายเดือน


พฤศจิกายน


พฤศจิกายน 2552

ธันวาคม


ธันวาคม 2552

มกราคม

มกราคม 2553

กุมภาพันธ์

กุมภาพันธ์ 2553

มีนาคม

มีนาคม 2553

เมษายน

เมษายน 2553

พฤษภาคม

พฤษภาคม 2553

ภาค
พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
พ.ย.52 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
ธ.ค.52 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
ม.ค.53 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
ก.พ.53 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
มี.ค.53 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
ฝนสถิติ
48 ปี
รายเดือน
(มม.)
ฝนเฉลี่ย
เม.ย.53 (มม.)
%เพิ่มขึ้น
/ลดลง
จากสถิติ
เหนือ
39.23
2.72
    93.07
10.39
1.37
    86.81
12.03
28.71
138.65
15.36
2.21
    85.61
29.55
12.45
    57.87
59.45
39.03
    34.35
ตะวันออกเฉียงเหนือ
20.83
4.90
    76.48
3.40
2.65
    22.06
3.31
34.76
950.15
16.82
18.85
12.07
37.99
10.24
    73.05
73.14
66.34
      9.30
กลาง
45.60
11.41
    74.98
6.49
1.22
    81.20
7.48
21.96
193.58
16.76
2.00
    88.07
34.77
7.97
    77.08
59.08
26.92
    54.43
ตะวันออก
41.62
19.80
    52.43
7.36
7.23
      1.77
13.54
42.98
217.43
27.73
28.41
2.45
47.89
40.11
    16.25
81.05
96.42
18.96
ใต้ฝั่งตะวันออก
271.56
269.69
      0.69
170.55
70.48
    58.67
59.26
68.14
14.98
36.87
16.50
    55.25
55.58
47.33
    14.84
79.41
47.32
    40.41
ใต้ฝั่งตะวันตก
179.38
202.60
12.94
80.27
39.09
    51.30
34.01
65.28
91.94
28.18
21.27
    24.52
52.77
60.29
14.25
116.75
94.12
    19.38

หมายเหตุ :
1. ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน คำนวณจากปี 2493-2540
2. ข้อมูลดิบที่ใช้เป็นข้อมูลฝนจากสถานีตรวจอากาศกรมอุตุนิยมวิทยา

จากตารางแสดงข้อมูลปริมาณฝนเฉลี่ยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน พบว่าเดือนพฤศจิกายน 2552 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ ปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าค่าสถิติ เดือนธันวาคม 2552 ปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าค่าสถิติในทุกภาค เดือนมกราคมปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติในทุกภาค เดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ น้อยกว่าค่าสถิติ เดือนมีนาคมพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ น้อยกว่าค่าสถิติ เดือนเมษายน มีเพียงพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าสถิติ


ข้อมูลเพิ่มเติม

สภาวะอากาศประเทศไทย พ.ย.52  ธ.ค.52  ม.ค.53  ก.พ.53  มี.ค.53  เม.ย.53  ปริมาณฝนเฉลี่ยเดือนมีนาคมและเมษายน ในรอบ 30 ปี
ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/


ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA (คลิ๊กที่ภาพเพื่อแสดงภาพเต็ม)
   
ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่   ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำเขื่อนมูลบน และอ่างเก็บน้ำเืขื่อนลำแซะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา  
   
ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำลำนางรอง อ่างเก็บน้ำลำจังหัน และอ่างเก็บน้ำลำปะเทีย จังหวัดบุรีรัมย์   ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของเขื่อนลำพระเพลิงและอ่างเก็บน้ำลำสำลาย จังหวัดนครราชสีมา  
   
ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา   ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำโขงในช่วงเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2533-2553) บริเวณบ้านห้วยเกียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย  
   
ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงพื้นผิวน้ำของเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก   ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำโขงในช่วงเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2533-2553) บริเวณอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย  
     
ภาพสีผสมเท็จข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM แสดงการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำโขง บริเวณบ้านห้วยลึก อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย      

ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
http://www.gistda.or.th/

ข้อมูลด้านความเสียหาย
สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 - 28 กุมภาพันธ์ 2553)
        พื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง และจังหวัดสตูล รวม 224 อำเภอ 1,526 ตำบล 11,000 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553)
ภาค
พื้นที่ประสบภัย
ราษฎรประสบภัย

จังหวัด

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

รายชื่อจังหวัด

คน

ครัวเรือน

เหนือ

 12

100

646

4,388

กำแพงเพชร เชียงรายตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร

1,056,150

352,720

ตะวันออกเฉียงเหนือ

5

75

599

4,827

ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภ ูอุดรธานี อุบลราชธานี

1,743,584

403,902

กลาง

 5

15

98

680

ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี

147,941

42,985

ตะวันออก

 3

20

114

742

สระแก้ว จันทบุรี ฉะเชิงเทรา

749,932

133,680

ใต้

 4

14

69

363

ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล

144,537

43,647

รวมทั้งระเทศ

 29

224

1,526

11,000

 

3,842,144

976,934


ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ภาค

พื้นที่ประสบภัย

ราษฎรประสบภัย

จังหวัด

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

รายชื่อจังหวัด

คน

ครัวเรือน

เหนือ

 11

70

436

3,174

กำแพงเพชร ตาก น่าน พิจิตร แพร่ ลำปาง พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์อ พะเยา ลำพูน

947,179

274,524

ตะวันออกเฉียงเหนือ

4

42

267

2,538

ชัยภูมิ ขอนแก่น นครพนม สกลนคร

1,013,758

232,966

กลาง

 3

12

87

306

ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรีี ราชบุรี

135,426

32,229

ตะวันออก

 5

24

122

1,067

ตราดสระแก้ว จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง

606,578

158,804

ใต้

 2

9

43

334

ชุมพร ตรัง

50,143

16,810

รวมทั้งประเทศ

 25

157

955

7,419

 

2,753,084

715,333


ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552 กับปี 2553 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ภาค

จำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ

ข้อมูลปี 2553

ข้อมูลปี 2552

เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552

(ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553)

(ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552)

หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

จำนวนหมู่บ้าน
+เพิ่ม/-ลด

คิดเป็นร้อยละของหมู่บ้าน
ที่ประสบภัยแล้งปี 2552

เหนือ

 16,590

4,388

26.45

3,174

19.13

+ 1,214

+ 38.25

ตะวันออกเฉียงเหนือ

33,099

4,827

14.58

2,538

7.67

+ 2,289

+ 90.19

กลาง

 11,736

680

5.79

306

2.61

+ 374

+122.22

ตะวันออก

 4,859

742

15.27

1,067

21.96

- 325

- 30.46

ใต้

 8,660

363

4.19

334

3.86

+ 29

+ 8.68

รวมทั้งประเทศ

 74,944

11,000

14.68

7,419

9.90

+ 3,581

+ 48.27


ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 29 จังหวัด 224 อำเภอ 1,526 ตำบล 11,000 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 38.40 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 28,649 หมู่บ้าน และร้อยละ 14.68 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน
เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 25 จังหวัด 157 อำเภอ 955 ตำบล 7,419 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 33.62 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 25 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็น ร้อยละ 9.90 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 3,581 หมู่บ้าน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.27
    ความเสียหาย
          -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 3,842,144 คน 976,934 ครัวเรือน
          -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 112,951 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 109,030 ไร่ นาข้าว 3,431 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 490 ไร่
     การให้ความช่วยเหลือ
         1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 264 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 35,997,650 ลิตร
         2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 2,239 แห่ง
         3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 475 แห่ง
         4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 245,281,024 บาท
         5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 612 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่ 39 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 231 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 228 เครื่อง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 120 เครื่อง ภาคใต้ 33 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 6 คัน

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
       
สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 - 29 มีนาคม 2553)
       สาเหตุการเกิด กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายสภาวะอากาศในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2553 ว่าจะมีอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป และอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่ บริเวณประเทศไทยตอนบน ส่วนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยตลอดช่วงจะสูงกว่าค่าปกติ และสูงกว่าปีที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกน้อย โดยปริมาณฝนในช่วงฤดูร้อนนี้จะต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย รวมทั้งผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศไทย ต้องประสบกับความแห้งแล้ง
       พื้นที่ประสบภัย 59 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร สุรินทร์
หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ รวม 470 อำเภอ 3,096 ตำบล 25,798 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2553)
ภาค จังหวัด
พื้นที่ประสบภัย

ราษฎรประสบภัย

อำเภอ

ตำบ ล

หมู่บ้าน

รายชื่อจังหวัด

คน

ครัวเรือน

เหนือ

 17

166

1,058

9,641

กำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ อุทัยธานี

1,869,078

641,651

ตะวันออกเฉียงเหนือ

19

200

1,466

12,634

ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย หนองบัวลำภ ูอุดรธานี อุบลราชธานี ชัยภูมิ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด หนองคาย นครพนม นครราชสีมา ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ

4,451,126

1,118,505

กลาง

 9

33

197

1,380

กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี

461,705

82,660

ตะวันออก

 7

36

191

1,083

จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว

582,478

109,914

ใต้

 7

35

184

1,060

กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี

227,632

69,520

รวมทั้งประเทศ

 59

470

3,096

25,798

 

7,592,019

2,022,250


ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาค

จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด

8 มี.ค. 2553

15 มี.ค. 2553

22 มี.ค. 2553

29 มี.ค. 2553

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม
- ลด

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม
- ลด

หมู่บ้าน

+ เพิ่ม
- ลด

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม
- ลด

เหนือ

16,590

5,310

+922

5,926

+616

6,764

+838

9,641

+2,877

ตะวันออกเฉียงเหนือ

33,099

6,525

+1,698

8,720

+2,195

9,739

+1,019

12,634

+2,895

กลาง

11,736

902

+222

998

+96

1,180

+182

1,380

+200

ตะวันออก

4,859

792

+50

1,034

+242

1,083

+49

1,083

0

ใต้

8,660

446

+83

687

+241

938

+251

1,060

+122

รวม

74,944

13,975

+2,975

17,365

+3,390

19,704

+2,339

25,798

+6,094


ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ภาค

จำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ

ข้อมูลปี 2553 (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2553)

ข้อมูลปี 2552 (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2552)

เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552

หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ
(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ
(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

จำนวนหมู่บ้าน
+ เพิ่ม/-ลด

คิดเป็นร้อยละของหมู่บ้าน
ที่ประสบภัยแล้งปี 2552

เหนือ

 16,590

9,641

58.11

6,182

37.26

+3,459

+55.95

ตะวันออกเฉียงเหนือ

33,099

12,634

38.17

10,828

32.71

+1,806

+16.68

กลาง

 11,736

1,380

11.76

1,163

9.91

+217

+18.66

ตะวันออก

 4,859

1,083

22.29

861

17.72

+222

+25.78

ใต้

 8,660

1,060

12.24

438

5.06

+622

+142.01

รวม

74,944

25,798

34.42

19,472

25.98

+6,326

+32.49


ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 59 จังหวัด 470 อำเภอ 3,096 ตำบล 25,798 หมู่บ้าน (คิดเป็น ร้อยละ 38.86 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 66,390 หมู่บ้าน และร้อยละ 34.42 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน)
เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 53 จังหวัด 491 อำเภอ 2,587 ตำบล 19,472 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 32.03 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 53 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และ คิดเป็นร้อยละ 25.98 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน)
ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 6,326 หมู่บ้านหรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.49
    ความเสียหาย
      -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 7,592,019 คน 2,022,250 ครัวเรือน
      -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 154,576 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 120,277 ไร่ นาข้าว 20,048 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 14,251 ไร่
    การให้ความช่วยเหลือ
     1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 953 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 198,141,170 ลิตร
     2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 4,895 แห่ง
     3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 5,135 แห่ง
     4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 554,833,394 บาท แยกเป็น
     5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 698 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 40 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 242 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 248 เครื่อง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 175 เครื่อง ภาคใต้ 33 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 12 คัน
   
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 – 30 เมษายน 2553)
     สาเหตุการเกิด ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งขึ้นในหลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นเหตุให้ราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายแล้วเป็นบางส่วน ซึ่งจังหวัดที่ประสบภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมูลนิธิต่าง ๆ ได้เร่งระดมการให้ความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ ภัยแล้งและวาตภัยที่เกิดขึ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน2553) และสรุปสถานการณ์ดังนี้
     พื้นที่ประสบภัย 52 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กระบี่ ชุมพร ตรั ง นครศรีธรรมราช ระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 353 อำเภอ 2,388 ตำบล 19,309 หมู่บ้าน แยกเป็น

ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 1-30 เมษายน 2553)

ภาค

จังหวัด

พื้นที่ประสบภัย

ราษฎรประสบภัย

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

รายชื่อจังหวัด

คน

ครัวเรือน

เหนือ

 14

76

517

3,861

เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี

1,000,802

304,931

ตะวันออกเฉียงเหนือ

17

179

1,318

12,225

กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลยศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี

4,260,375

1,100,399

กลาง

 8

30

206

1,309

กาญจนบุรี ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี

426,648

75,063

ตะวันออก

 7

36

191

1,072

จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว

545,475

104,697

ใต้

 6

32

156

842

กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สุราษฎร์ธานี

180,510

57,372

รวมทั้งประเทศ

 52

353

2,388

19,309

 

6,413,810

1,642,462



ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาค

จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด

5 เม.ย. 2553

19 เม.ย. 2553

26 เม.ย. 2553

30 เม.ย.2553

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม-ลด

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม-ลด

หมู่บ้าน

+ เพิ่ม-ลด

หมู่บ้าน

 + เพิ่ม-ลด

เหนือ

16,590

7,729

-1,912

7,729

0

6,034

-1,695

3,861

-2,173

ตะวันออกเฉียงเหนือ

33,099

12,974

+340

12,974

0

12,957

-17

12,225

-732

กลาง

11,736

1,404

+24

1,404

0

1,363

-41

1,309

-54

ตะวันออก

4,859

1,083

0

1,072

-11

1,072

0

1,072

0

ใต้

8,660

1,073

+13

1,069

-4

1,069

0

842

-227

รวม

74,944

24,263

-1,535

24,248

-15

22,495

-1,753

19,309

-3,186


ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ภาค

จำนวนหมู่บ้าน
ทั้งประเทศ

ข้อมูลปี 2553
(ณ วันที่ 30 เมษายน 2553)

ข้อมูลปี 2552
(ณ วันที่ 3 เมษายน 2552)

เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้ง
ปี 2553 กับปี 2552

หมู่บ้านที่
ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ
(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

หมู่บ้านที่
ประสบภัยแล้ง

คิดเป็นร้อยละ
(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)

จำนวนหมู่บ้าน+ เพิ่ม/-ลด

คิดเป็นร้อยละของ
หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552

เหนือ

 16,590

3,861

23.27

1,219

7.35

+2,642

+216.74

ตะวันออกเฉียงเหนือ

33,099

12,225

36.94

5,532

16.71

+6,693

+120.99

กลาง

 11,736

1,309

11.15

0

0

+1,309

+11.15

ตะวันออก

 4,859

1,072

22.06

0

0

+1,072

+22.06

ใต้

 8,660

842

9.72

0

0

+842

+9.72

รวม

 74,944

19,309

25.77

6,751

9.01

+12,558

+186.02


ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 52 จังหวัด 353 อำเภอ 2,388 ตำบล 19,309 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 56.21 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 34,353 หมู่บ้าน และร้อยละ 25.77 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน)
เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 18 จังหวัด 195 อำเภอ 764 ตำบล 6,751 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ27.44 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 18 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็นร้อยละ 9.01 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 12,558 หมู่บ้าน หรือมากกว่าร้อยละ 186.02
      ความเสียหาย
          -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 6,413,810 คน 1,642,462 ครัวเรือน
          -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 616,622 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 377,027 ไร่ นาข้าว 74,043 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 165,552 ไร่
      การให้ความช่วยเหลือ
         1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 1,621 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 413,161,894 ลิตร
         2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 5,210 แห่ง
         3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 5,707 แห่ง
        4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 641,051,992 บาท แยกเป็น
        5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 777 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่ 46 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 262 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 249 เครื่อง ภาคกลาง 100 เครื่อง ภาคตะวันออก 84 เครื่อง และภาคใต้ 82 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 29 คัน
        6) ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค ให้แก่ราษฎร ผู้ประสบภัย จำนวน 1,548 เที่ยว รวมปริมาณน้ำจำนวนทั้งสิ้น 10,881,000 ลิตร

ที่มา : ตัดเฉพาะส่วนมาจากรายงานสรุปสถานการณ์สาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย http://www.disaster.go.th/


ข่าวจากหนังสือพิมพ์

--------------------------------------------------------------------------------------
แพร่วิกฤติ อ่างเก็บน้ำแห้งขอด [ ไทยรัฐ : 28 เม.ย. 53 ]

เมื่อเวลา 15.00 น. 28 เม.ย. หลังจากที่ผู้สื่อข่าวทราบว่า อ่างเก็บน้ำไทรพร้าว หมู่ 1 ต.ไผ่โทน อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เกิดภัยแล้ง อ่างเก็บน้ำแห้งสนิท ไม่มีน้ำเหลือแม้แต่น้อย นายสมควร ซุนตระกูล นายกอบต.ไผ่โทน ซึ่งร่วมเดินทางไปด้วย กล่าวว่า ทางอบต.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ พอทราบข่าวว่าอ่างน้ำแห้งก็เร่งออกช่วยเหลือชาวบ้านทันที โดยนำรถบรรทุกน้ำออกมาให้ชาวบ้าน โดยอ่างแห่งนี้เคยเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้น้ำทำการเกษตรตลอดทั้งปี ชาวบ้านมีทั้งสิ้น 240 ครัวเรือน แต่ปรากฏว่าปีนี้แล้งจัด ชาวบ้านไม่สามารถทำการเกษตรได้ เพราะเกิดภัยแล้งอย่างหนัก น้ำในอ่างไม่มีจนดินแตก ปีนี้เพิ่งมีฝนตกลงมาเพียงครั้งเดียว แต่ก็ไม่มากนัก นายสมควร กล่าวอีกว่า อ่างเก็บน้ำแห่งนี้รับน้ำจากลำห้วยแม่คำมี แต่เดี๋ยวนี้ลำห้วยไม่มีน้ำเลย ทำให้อ่างเกิดแล้งหนักอย่างที่เห็นนี้ ทุกวันนี้นอกจากน้ำที่อบต.เอามาแจกจ่ายแล้ว ชาวบ้านใช้น้ำจากสระในหมู่บ้านที่แห้งลงทุกวัน จนเกือบไม่มีน้ำแล้ว นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นลำห้วย บ่อน้ำตื้น หรือตามลำคลองต่างๆ ไม่มีน้ำแม้แต่นิดเดียว ขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนภัยแล้งร่วม 10 หมู่บ้าน อย่างไรก็ดีชาวบ้านที่เดือดร้อนต่างเผยว่า ปีนี้ทางจังหวัดไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องสถานการณ์ความแห้งแล้ง โดยให้ความสนใจเรื่องการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวมากจนลืมไปว่าชาวบ้านอดอยากปากแห้ง แถมการเกษตรก็ไม่มีที่จะเอาน้ำมาทำ วอนให้หน่วยงานราชการจ.แพร่ ลงมาสนใจเรื่องน้ำใช้น้ำกินบ้าง เพราะเป็นความเดือดร้อนที่ชาวบ้านต้องใช้ทุกวัน


--------------------------------------------------------------------------------------
สถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศรุนแรงขึ้น [ ไทยรัฐ : 21 เม.ย. 53 ]

นายสิทธิ พิพัฒน์ชัยกร นายอำเภอบรบือ จ.มหาสารคาม กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ นับวันจะมีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดได้ประกาศภัยพิบัติแล้วในพื้นที่ 15 ตำบล 209 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง 20,000 ครัวเรือน และราษฎรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจำนวน 100,000 คน ส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เร่งให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน โดยนำรถบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนแล้ว กว่า 500,000 ลิตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยแล้งในเบื้องต้น

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการอ่างฯ คลองเคียนงาม ตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จ.ระนอง แก้วิกฤติขาดแคลนน้ำ อนุมัติงบ 20 ล้านบาท ศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนายจรูญ พจน์สุนทร ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 14 เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองเคียนงาม อ.กะเปอร์ จ.ระนอง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางแห่งที่ 2 ของจังหวัด ต่อจากอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น อ.เมือง จ.ระนอง ที่จะแล้วเสร็จในปี 2554 นี้ ทั้งนี้เป็นไปตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางในเขตพื้นที่จ.ระนอง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคในช่วงหน้าแล้ง และรองรับการใช้น้ำในพื้นที่ทางการเกษตร

ด้านนายประวัติ รัฐิรมย์ รองผวจ.ศรีสะเกษ ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างฝายน้ำล้น (ชั่วคราว) ห้วยสำราญ บริเวณชุมชนหนองเม็ก บ้านหนองกิโล ต.หนองครก ได้มีการนำกระสอบทรายไปกั้นน้ำในเขตลำน้ำห้วยสำราญ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค โดยโครงการชลประทานศรีสะเกษ จะระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยศาลา อ่างเก็บน้ำห้วยติ๊กชู และอ่างเก็บน้ำห้วยสำราญ รวม 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เสริมน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือราษฎรใน 6 อำเภอ 92,696 ครัวเรือน โดยอบต.ต่าง ๆ จะนำกระสอบทรายมาช่วยกันกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ และชะลอน้ำไว้ใช้ในช่วงก่อนฤดูฝนที่จะถึงนี้

--------------------------------------------------------------------------------------
จับตาภัยแล้ง วิกฤติ! ลามค่อนประเทศ [ ไทยรัฐ : 16 เม.ย. 53 ]

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาไทย กล่าวเอาไว้ระหว่างการประชุมแก้ปัญหาภัยแล้งที่ จ.นครราชสีมา ว่า ณ วันที่ 22 มี.ค. ทั่วประเทศประสบภัยแล้งแล้ว 52 จังหวัด แยกเป็นภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด ภาคกลาง 8 จังหวัด ภาคตะวันออก 7 จังหวัด และภาคใต้อีก 7 จังหวัด
ทั้งนี้ เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า มีพื้นที่ประสบภัยแล้งเพียง 49 จังหวัด ปีนี้ เพิ่มขึ้น 3 จังหวัด ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 150,000 ไร่ แยกเป็นพื้นที่ไร่ 120,000 ไร่ นาข้าว 15,000 ไร่และพื้นที่เพาะปลูกพืชสวนอื่นๆ สำหรับการให้ความช่วยเหลือจังหวัด อำเภอและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแจกจ่ายน้ำกินน้ำใช้ไปแล้ว 78 ล้านลิตร ใช้รถน้ำกว่า 560 คัน นอกจากนั้น ยังมีการซ่อมและสร้างทำนบชั่วคราวปิดลำน้ำกว่า 3,600 แห่ง และขุดลอกแหล่งน้ำอีก 4,000 แห่ง นายอนุชา กล่าวต่อว่า เบื้องต้นมีการใช้งบประมาณแก้ปัญหาภัยแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไปแล้วรวม 318 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 700 เครื่อง จากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่วิกฤต ซึ่งเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 15 จังหวัด จาก 19 จังหวัด

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปีนี้ฝนน้อยและประสบภัยแล้งมาตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ดังนั้น จะต้องจัดหาน้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบปัญหารุนแรงให้ทั่วถึง เพราะถ้าขาดน้ำจะเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนเรื่องงบประมาณไม่มีปัญหา แต่ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำและทำตามคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำนาปรัง เพื่อให้ผ่านพ้นภัยแล้งไปได้ ขณะนี้ 52 จังหวัดมีปัญหาภัยแล้งทั้งหนัก กลางและเบา ปัญหาปีนี้มีความรุนแรงและขยายพื้นที่มากขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 19,000 หมู่บ้าน หรือ กว่า 1,750,000 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 12.5% เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหมู่บ้านประสบภัยแล้ง 10,000 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังมีการการคาดการณ์ว่าฤดูร้อนปีนี้จะยาวนานถึงกลางเดือน พ.ค.

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ให้ข้อมูลว่า ณ วันที่ 30 มี.ค. มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,252  ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่าง โดยเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาตรน้ำในอ่าง 5,513 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำในอ่าง 3,932 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่าง โดยภาพรวมแล้วขณะนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องสูบน้ำสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งจำนวน 1,200 เครื่อง นอกจาก นั้น  ยังมีรถบรรทุกน้ำอีก 295 คัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือหากได้รับการร้องขอ จากปัจจุบันได้ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศแล้ว 698 เครื่อง ใน 40 จังหวัด และรถบรรทุกน้ำ 12 คัน ในพื้นที่ 3 จังหวัด



--------------------------------------------------------------------------------------
ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ง 60 จังหวัด-เดือดร้อน 7.4 ล้านคน [ ไทยรัฐ : 15 เม.ย. 53 ]

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2553 นายอนุชา โมกขะเวส  อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ทั่วประเทศมีพื้นที่ประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง) จำนวน 60 จังหวัด , 464 อำเภอ , 3,007 ตำบล , 24,263 หมู่บ้าน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด , ภาคกลาง 9 จังหวัด , ภาคตะวันออก 7 จังหวัด และภาคใต้ 8 จังหวัด  มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 7,481,682 คน คิดเป็น 2,018,438 ครัวเรือน และ มีพื้นที่การเกษตรได้รับเสียหายรวม 319,388 ไร่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยแล้งและหน่วยงานต่างๆ ได้แจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภค–บริโภค ในการบรรเทาความเดือดร้อนแล้วในหลายพื้นที่






--------------------------------------------------------------------------------------
ประกาศภัยพิบัติ 61 อำเภอ 4 จว.ภาคอีสาน [ 31 มี.ค. 53 ]

เมื่อเวลา 12.00 น. 31 มี.ค. นายวัลลภ เทพภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา 4 จังหวัดคือ นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์และสุรินทร์ มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากภัยแล้งทั้ง 4 จังหวัด รวม 61 อำเภอ 431 ตำบล 5,094 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบ 454,820 ครอบครัว 1,724,300 คน

สำหรับความเสียหายเบื้องต้น พื้นที่การเกษตรนาข้าวเสียหาย 13,001 ไร่ พืชไร่ 3,546 ไร่ พืชสวน 2,581 ไร่ โดยทางศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา ได้ให้การช่วยเหลือนำรถบรรทุกน้ำจำนวน 183 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภค จำนวนกว่า 2,400 เที่ยว ปริมาณกว่า 17,679,500 ลิตร ที่บุรีรัมย์ประกาศภัยแล้งทั้งจังหวัดคือ 23 อำเภอ 189 ตำบล 2,514 หมู่บ้าน มีราษฎรได้รับผลกระทบ 185,044 ครอบครัว 763,651 คน ทางปภ.เขต 5 ได้นำรถบรรทุกน้ำจำนวน 49 คัน เพื่อแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภคแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ปริมาณน้ำกว่า 12 ล้านลิตร เช่นเดียวกันกับที่ชัยภูมิไได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งทั้งจังหวัด จำนวน 16 อำเภอ 110 ตำบล 1,098 หมู่บ้าน 145,032 ครอบครัว 435,896 คน ปภ.เขต 5 จัดรถบรรทุกน้ำจำนวน 93 คัน เพื่อแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภค ปริมาณกว่า 2 ล้าน 6 แสนลิตร

ด้านนายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนครราชสีมาได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากภัยแล้งเพิ่มเติมเป็น 13 อำเภอ มี 85 ตำบล 853 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบ 36,260 ครอบครัว 183,938 คน และสุรินทร์มีพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากภัยแล้งจำนวน 9 อำเภอ มี 47 ตำบล 629 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบกว่า 88,484 ครอบครัว 340,815 คน ปภ.เขต 5 จัดรถบรรทุกน้ำจำนวน 41 คัน เพื่อแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค ปริมาณกว่า 3 ล้าน 3 แสนลิตร "ทั้งนี้ ปภ.เขต 5 เตรียมนำรถขุดดินไปขุดบ่อน้ำให้กับประชาชน เพื่อไว้กักเก็บน้ำหากมีการร้องขอ ส่วนความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจของเจ้าหน้าที่" นายวัลลภฯ กล่าว

--------------------------------------------------------------------------------------
แม่น้ำโขงจ.หนองคาย ลดต่ำสุดทำสถิติใหม่รอบ 50 ปี [ ไทยรัฐ : 4 มี.ค. 53 ]

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายสุขวิทย์ บัวเผื่อน หัวหน้าส่วนอุทกวิทยาหนองคาย เปิดเผยว่า ระดับน้ำโขงวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ วัดได้ 0.32 เมตร โดยเป็นระดับน้ำโขงที่เคยต่ำที่สุด เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2538 ขณะนั้นน้ำโขงมีปริมาณ 0.33 เมตร เป็นสถิติน้ำโขงต่ำสุดในรอบ 50 ปี แต่ในวันนี้ปริมาณน้ำโขงลดลงเกินว่าสถิติรอบ 50 ปี จนทำสถิติใหม่ และคาดว่าน้ำโขงจะลดลงเรื่อยๆ ไปจนถึงเดือน เม.ย. ซึ่งขณะนี้น้ำโขงลดระดับลงเฉลี่ยวันละ 1-2 เซนติเมตร

ด้านนายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้ประกาศให้ทั้ง 17 อำเภอของ จ.หนองคายเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ครอบคลุมทั้งจังหวัด และได้สั่งการให้นายอำเภอทุกแห่งสำรวจความเสียหาย ความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการ เกษตร และจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำไว้คอยแจกจ่ายน้ำแก่ประชาชน เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

ขณะที่ นายทรงพล โกวิทศิริกุล นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย ได้นำรถแบคโฮ มาขุดบ่อซึมจากน้ำโขง บริเวณแม่น้ำโขงชุมชนหนองบัว ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคาย หลังจากได้รับการร้องขอจากเกษตรกรในชุมชน ที่ปลูกพืชสวนหลายชนิด ประมาณ 200 ราย ให้ช่วยเหลือเป็นการด่วน เนื่องจากขณะนี้ภัยแล้งได้คุกคามอย่างหนัก น้ำโขงเหลือน้อยจนบางแห่งแห้งขอด เกษตรกรไม่สามารถดึงน้ำโขงมาใช้ในการเกษตรได้

นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย กล่าวว่า ความแห้งแล้งดังกล่าวส่งผลให้พืชผลเริ่มแห้งเหี่ยว ในครั้งนี้ เทศบาลเมืองหนองคายได้ขุดบ่อซึมน้ำโขง จำนวน 13 บ่อ ขนาด กว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตร ซึ่งจะมีน้ำซึมออกมาเป็นน้ำกักไว้ให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเกษตรได้จนถึงฤดูน้ำหลาก เป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นให้กับเกษตรกรก่อนที่ผลผลิต เช่น พริก มะเขือ ข้าวโพด ที่เกษตรกรปลูกไว้ริมฝั่งโขงตลอดแนวกว่า 300 ไร่ จะยืนต้นตายหมด


--------------------------------------------------------------------------------------
จีไอเอสชี้เป้า 6 จว.ภัยแล้งสุด...หวั่นสงครามแย่งน้ำ
[ คมชัดลึก : 27 มกราคม 2553 ]
จากสภาวะอากาศแปรปรวนเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ฝนฟ้าและฤดูหนาวไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (จีไอเอส) วิเคราะห์ดู ทำให้ทราบว่า ช่วงฤดูร้อนของปี 2553 ประเทศไทยจะเผชิญภาวะแห้งแล้งที่สุด เนื่องจากปริมาณน้ำฝนเมื่อปีที่แล้ววัดได้น้อยที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศการเตือนภัย สำนักบริหารและพัฒนาการใช้ที่ดิน คาดการณ์ว่า ในปี 2553 จะเกิดสภาวะแห้งแล้งขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าปกติในปี 2552 ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้

      - จ.กำแพงเพชร มี 4 อำเภอที่จะเกิดภัยแล้งระดับรุนแรง หรือสีแดง คือ อ.คลองลาน จากพื้นที่ทั้งหมด 6 แสนไร่ มีพื้นที่กว่าร้อยละ 50 ที่จะประสบภัยแล้งมาก หรือประมาณ 2.7 แสนไร่ เช่นเดียวกับที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี และ อ.ปางศิลาทอง รวมถึง อ.เมือง จะมีพื้นที่สีแดงมากถึง 1.7 แสนไร่

   -  จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่กว่าร้อยละ 60-70 ของ อ.ชนแดน อ.วังโป่ง และ อ.บึงสามพัน จะประสบภัยแล้งตั้งแต่ระดับ 2-4 

     - จ.ลพบุรี พบ 5 อำเภอที่จะเผชิญวิกฤติ คือ อ.ชัยบาดาล อ.พัฒนานิคม อ.โคกเจริญ อ.หนองม่วง และ อ.ลำสนธิ ซึ่งเกือบทั้งพื้นที่ของ 5 อำเภอจะเป็นภัยแล้งระดับ 3-4 โดยเฉพาะ อ.โคกเจริญ พื้นที่ 1.9 แสนไร่จะเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง

     - จ.สระบุรี พื้นที่สีแดงปรากฏชัดที่ อ.มวกเหล็ก อ.วังม่วง และ อ.แก่งคอย

     - อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะประสบภัยแล้งรุนแรงเช่นกัน โดยพื้นที่เกือบทั้งหมด 3.29 แสนไร่ ต้องเผชิญภัยแล้ง โดยแบ่งเป็นระดับ 4 ประมาณ 1.39 แสนไร่ ระดับ 3 จำนวน 1.76 แสนไร่ ระดับ 2 จำนวน 1.3 หมื่นไร่

        นายไพฑูรย์ คดีธรรม สำนักบริหารและพัฒนาการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พื้นที่ทั่วประเทศด้วยระบบจีไอเอส หรือสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อคาดการณ์พื้นที่ภัยแล้งในปี 2553 ซึ่งใช้ข้อมูลจากหลายส่วนมาประกอบกัน เช่น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย พื้นที่ชลประทาน แหล่งน้ำ การอุ้มน้ำของดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การระเหยของน้ำ ฯลฯ ทำให้พบว่าหน้าร้อนที่จะถึงนี้พื้นที่หลายแห่งจะเกิดสภาวะแห้งแล้งระดับ 4 หรือระดับที่ชาวบ้านในพื้นที่อาจไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไปจนถึงน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก ส่งผลให้ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง พืชไร่จะขาดน้ำจนชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด โดยประชาชนตรวจสอบการคาดการณ์พื้นที่แห้งแล้งได้ที่โทร.0-2562-5100 ต่อ 1320

        "ความแม่นยำของระบบจีไอเอสของเรามีมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เริ่มเตือนภัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว จากภาครวมปีที่แล้วมีพื้นที่เฝ้าระวังเพียง 49 จังหวัด แต่ปีนี้เพิ่มสูงถึง 60 จังหวัด หากพื้นที่ไหนเป็นสีแดงหรือภาวะแห้งแล้งระดับ 4 เราจะขอร้องให้ชาวบ้านงดทำนาปรัง หรือปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก และภาครัฐควรเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งได้แล้ว" นายไพฑูรย์ กล่าว

        ด้าน นายศุภกร ชินวัณโณ หัวหน้าทีมวิจัยผลกระทบปัญหาโลกร้อนต่อแหล่งน้ำในประเทศไทยและประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นถึงสภาวะแห้งแล้งที่จะเกิดช่วงหน้าร้อนปีนี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือ การแย่งน้ำในพื้นที่การเกษตร เนื่องจากข้าวปีนี้ราคาดี ชาวนาจำนวนมากเริ่มทำนาปรัง แม้แต่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เช่น จ.ร้อยเอ็ด และ จ.กาฬสินธุ์ ก็ลงมือทำนาปรังแล้วเช่นกัน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจเกิดภาวะแย่งน้ำและกักตุนน้ำ โดยชาวนาที่อยู่ต้นน้ำจะใช้เครื่องสูบกักตุนน้ำเข้าในพื้นที่ของตน ทำให้ฝ่ายที่อยู่ด้านล่างลงไปเดือดร้อน เนื่องจากการทำนาข้าว 1 ไร่ ต้องใช้น้ำปริมาณมาก รัฐบาลต้องเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การประกาศห้ามทำนาปรังในบางพื้นที่ กรมชลประทานหาวิธีเก็บกักน้ำฝนให้ใช้ได้ทั้งปี ฯลฯ

        ขณะที่ นายสุวรรณ คฑาวุธ อดีตนายกสมาคมชาวนาไทย ยืนยันว่า จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเตือนหรือการให้ข้อมูลจากรัฐบาลว่า อำเภอไหนจะแห้งแล้งบ้างก็เลยปลูกข้าวนาปรังกันหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องเตรียมน้ำให้เหมาะสม อย่ากักเก็บน้ำมากเกินไป ปล่อยให้ชาวบ้านได้กินได้ใช้และทำเกษตรบ้าง เช่น คลองส่งน้ำบางทีก็ปล่อยน้ำ 3 วันครั้ง 7 วันครั้ง เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ควรมีใครออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไปบอกพี่น้องเกษตรกรว่าพื้นที่ไหนจะแห้งแล้งหรือไม่มีน้ำและจะเอาอย่างไรต่อไป เพราะถ้าไม่ให้ชาวนาปลูกข้าวก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร

        ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่า ช่วงเดือนมีนาคม 2553 จะมีฝนตกเป็นช่วงๆ แต่ปริมาณฝนที่ตกอาจจะไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการใช้น้ำทางเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานประชาชนควรกักเก็บน้ำ และวางแผนการใช้น้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมาก อาจทำให้เกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงขอให้ระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงหน้าร้อนที่จะถึงด้วย


ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2548-2552 พบว่าปีที่แล้วมีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี โดยปี 2548 มีปริมาณน้ำฝน 1,525 มม. ปี 2549 วัดได้ 1,573 มม. ปี 2550 วัดได้ 1,562 มม. ปี 2551 วัดได้ 1,676 มม. ส่วนปี 2552 จนถึงเดือนตุลาคมวัดได้เพียง 1,284 มม เท่านั้น 

        ทั้งนี้ มีอยู่ 6 จังหวัดเสี่ยงที่รัฐบาลต้องวางแผนช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว และประจวบขีรีขันธ์ ในแต่ละจังหวัดจะแบ่งพื้นที่เสี่ยงภัยเป็น 4 ระดับ จากน้อยไปหามาก คือ พื้นที่สีเขียวอ่อนมีโอกาสเกิดสภาวะแห้งแล้งระดับ 1 สีเหลืองระดับ 2 สีส้มระดับ 3 และสีแดงระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด   









--------------------------------------------------------------------------------------
ประกาศลำปาง เขตภัยพิบัติ แม่น้ำวังเริ่มแห้ง [ ไทยรัฐ : 24 ม.ค. 53 ]

สภาพน้ำในแม่น้ำวังในพื้นที่ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง  ถือเป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่น้ำวังมีสภาพน้ำเริ่มแห้งขอดแล้ว ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่อาศัยในช่วงน้ำลด ได้นำเครื่องมือลงจับสัตว์น้ำตามท้ายผนังกั้นน้ำกันเป็นจำนวนมาก ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ยังได้มีการกักเก็บน้ำ เพื่อทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เช่น ทำนาข้าวปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด และผักกาด โดยชาวบ้านยังได้นำกระสอบทรายบรรจุทรายมาขวางกั้น ลำน้ำวังไว้อีกด้วย ส่วนพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอของ จ.ลำปางได้ประกาศ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยแล้งไปแล้ว และ จ.ลำปางจะได้ออกทำการสำรวจประชาชนที่ประสบภัยแล้งเพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการต่อไป






--------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง
  • ไทยรัฐ : http://www.thairath.co.th
  • คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/
  •