สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง (พ.ย.52 - เม.ย.53)
| สถานการณ์น้ำในเขื่อน (คลิ๊กที่กราฟเพื่อแสดงภาพใหญ่) | |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนภูมิพล |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนภูมิพล |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนสิริกิติ์ |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนสิริกิติ์ |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนป่าสัก |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนป่าสัก |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนศรีนครินทร์ |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนศรีนครินทร์ |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนวชิราลงกรณ์ |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนวชิราลงกรณ์ |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนสิรินธร |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมเขื่อนสิรินธร |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บเขื่อนอุบลรัตน์ |
|
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล |
![]() ปริมาณน้ำกักเก็บอ่างเก็บน้ำบางพระ |
![]() ปริมาณน้ำระบายสะสมอ่างเก็บน้ำบางพระ |
จากการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ช่วงเดือนเมษายน 2553 พบว่าอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าปีที่แล้วได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิิติ์ แม่งัด กิ่วลม แม่กวง ลำตะคอง ลำพระเพลิง น้ำอูน อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ห้วยหลวง ลำนางรอง มูลบน น้ำพุง ลำแซะ ป่าสัก วชิราลงกรณ์ กระเสียว ทับเสลา หนองปลาไหล คลองสียัด คลองท่าด่าน ประแสร์ รัชชประภา บางลาง โดยอ่างเก็บน้ำที่กล่าวมาข้่างต้น มีอ่างเก็บน้ำที่ปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือต่ำกว่าช่วงที่เกิดภัยแล้งปี 2548 คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่งัด แม่กวง น้ำอูน สิรินธร ห้วยหลวง น้ำพุง อุบลรัตน์ ป่าสัก ส่วนอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้วและมากกว่าปี 2548 ช่วงที่เกิดภัยแล้ง คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว กิ่วคอหมา แควน้อย บางพระ ศรีนครินทร์ แก่งกระจาน และปราณบุรี |
|
| แผนภาพปริมาณฝนสะสมจาก NASA | ||
![]() พฤศจิกายน 2552 |
![]() ธันวาคม 2552 |
|
![]() มกราึคม 2553 |
![]() กุมภาพันธ์ 2553 |
|
![]() มีนาคม 2553 |
![]() เมษายน 2553 |
|
![]() ปริมาณฝนรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 - เมษายน 2552 |
![]() ปริมาณฝนรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 - เมษายน 2553 |
|
จากแผนภาพฝนสะสมรายเดือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 จนถึงเดือนเมษายน 2553 พบว่าพื้นที่ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยมากโดยเฉพาะตอนบนของประเทศ โดยช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน มีฝนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ และเมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนเมษายน 2552 กับปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนเมษายน 2553 จะพบว่าปริมาณฝนรวมช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนเมษายน 2553 มีค่าต่ำกว่าค่อนข้างมาก ที่มา : National Aeronautics and Space Administration |
||
แผนภาพฝนเฉลี่ยรายเดือน จากค่าสถิติปี2493-2540 |
แผนภาพฝนเฉลี่ยรายเดือน |
|
![]() พฤศจิกายน 2552 |
![]() ธันวาคม |
![]() ธันวาคม 2552 |
![]() มกราคม |
![]() มกราคม 2553 |
![]() กุมภาพันธ์ |
![]() กุมภาพันธ์ 2553 |
![]() มีนาคม |
![]() มีนาคม 2553 |
![]() เมษายน |
![]() เมษายน 2553 |
![]() พฤษภาคม |
![]() พฤษภาคม 2553 |
ภาค |
พฤศจิกายน | ธันวาคม | มกราคม | กุมภาพันธ์ | มีนาคม | เมษายน | ||||||||||||
| ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย พ.ย.52 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย ธ.ค.52 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย ม.ค.53 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย ก.พ.53 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย มี.ค.53 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน (มม.) |
ฝนเฉลี่ย เม.ย.53 (มม.) |
%เพิ่มขึ้น /ลดลง จากสถิติ |
|
| เหนือ | 39.23 |
2.72 |
93.07 |
10.39 |
1.37 |
86.81 |
12.03 |
28.71 |
138.65 |
15.36 |
2.21 |
85.61 |
29.55 |
12.45 |
57.87 |
59.45 |
39.03 | 34.35 |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 20.83 |
4.90 |
76.48 |
3.40 |
2.65 |
22.06 |
3.31 |
34.76 |
950.15 |
16.82 |
18.85 |
12.07 |
37.99 |
10.24 |
73.05 |
73.14 |
66.34 |
9.30 |
| กลาง | 45.60 |
11.41 |
74.98 |
6.49 |
1.22 |
81.20 |
7.48 |
21.96 |
193.58 |
16.76 |
2.00 |
88.07 |
34.77 |
7.97 |
77.08 |
59.08 |
26.92 |
54.43 |
| ตะวันออก | 41.62 |
19.80 |
52.43 |
7.36 |
7.23 |
1.77 |
13.54 |
42.98 |
217.43 |
27.73 |
28.41 |
2.45 |
47.89 |
40.11 |
16.25 |
81.05 |
96.42 |
18.96 |
| ใต้ฝั่งตะวันออก | 271.56 |
269.69 |
0.69 |
170.55 |
70.48 |
58.67 |
59.26 |
68.14 |
14.98 |
36.87 |
16.50 |
55.25 |
55.58 |
47.33 |
14.84 |
79.41 |
47.32 |
40.41 |
| ใต้ฝั่งตะวันตก | 179.38 |
202.60 |
12.94 |
80.27 |
39.09 |
51.30 |
34.01 |
65.28 |
91.94 |
28.18 |
21.27 |
24.52 |
52.77 |
60.29 |
14.25 |
116.75 |
94.12 |
19.38 |
หมายเหตุ :
1. ฝนสถิติ 48 ปี รายเดือน คำนวณจากปี 2493-2540
2. ข้อมูลดิบที่ใช้เป็นข้อมูลฝนจากสถานีตรวจอากาศกรมอุตุนิยมวิทยา
จากตารางแสดงข้อมูลปริมาณฝนเฉลี่ยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน พบว่าเดือนพฤศจิกายน 2552 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ ปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าค่าสถิติ เดือนธันวาคม 2552 ปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าค่าสถิติในทุกภาค เดือนมกราคมปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติในทุกภาค เดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ น้อยกว่าค่าสถิติ เดือนมีนาคมพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ น้อยกว่าค่าสถิติ เดือนเมษายน มีเพียงพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าค่าสถิติ ส่วนภาคอื่น ๆ ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าสถิติ
ข้อมูลเพิ่มเติม
สภาวะอากาศประเทศไทย พ.ย.52 ธ.ค.52 ม.ค.53 ก.พ.53 มี.ค.53 เม.ย.53 ปริมาณฝนเฉลี่ยเดือนมีนาคมและเมษายน ในรอบ 30 ปี
ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/
| ข้อมูลด้านความเสียหาย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 - 28
กุมภาพันธ์ 2553) พื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง และจังหวัดสตูล รวม 224 อำเภอ 1,526 ตำบล 11,000 หมู่บ้าน แยกเป็น ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553)
ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2552 กับปี 2553 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 29 จังหวัด 224 อำเภอ 1,526 ตำบล 11,000 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 38.40 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 28,649 หมู่บ้าน และร้อยละ 14.68 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 25 จังหวัด 157 อำเภอ 955 ตำบล 7,419 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 33.62 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 25 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็น ร้อยละ 9.90 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 3,581 หมู่บ้าน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.27 ความเสียหาย -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 3,842,144 คน 976,934 ครัวเรือน -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 112,951 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 109,030 ไร่ นาข้าว 3,431 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 490 ไร่ การให้ความช่วยเหลือ 1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 264 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 35,997,650 ลิตร 2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 2,239 แห่ง 3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 475 แห่ง 4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 245,281,024 บาท 5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 612 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่ 39 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 231 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 228 เครื่อง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 120 เครื่อง ภาคใต้ 33 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 6 คัน ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 - 29 มีนาคม 2553) สาเหตุการเกิด กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายสภาวะอากาศในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2553 ว่าจะมีอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป และอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่ บริเวณประเทศไทยตอนบน ส่วนมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยตลอดช่วงจะสูงกว่าค่าปกติ และสูงกว่าปีที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกน้อย โดยปริมาณฝนในช่วงฤดูร้อนนี้จะต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย รวมทั้งผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศไทย ต้องประสบกับความแห้งแล้ง พื้นที่ประสบภัย 59 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ รวม 470 อำเภอ 3,096 ตำบล 25,798 หมู่บ้าน แยกเป็น ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2553)
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 59 จังหวัด 470 อำเภอ 3,096 ตำบล 25,798 หมู่บ้าน (คิดเป็น ร้อยละ 38.86 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 66,390 หมู่บ้าน และร้อยละ 34.42 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 53 จังหวัด 491 อำเภอ 2,587 ตำบล 19,472 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 32.03 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 53 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และ คิดเป็นร้อยละ 25.98 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 6,326 หมู่บ้านหรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.49 ความเสียหาย -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 7,592,019 คน 2,022,250 ครัวเรือน -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 154,576 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 120,277 ไร่ นาข้าว 20,048 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 14,251 ไร่ การให้ความช่วยเหลือ 1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 953 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 198,141,170 ลิตร 2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 4,895 แห่ง 3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 5,135 แห่ง 4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 554,833,394 บาท แยกเป็น 5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 698 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 40 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 242 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 248 เครื่อง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 175 เครื่อง ภาคใต้ 33 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 12 คัน ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 – 30 เมษายน 2553) สาเหตุการเกิด ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งขึ้นในหลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นเหตุให้ราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายแล้วเป็นบางส่วน ซึ่งจังหวัดที่ประสบภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมูลนิธิต่าง ๆ ได้เร่งระดมการให้ความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ ภัยแล้งและวาตภัยที่เกิดขึ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน2553) และสรุปสถานการณ์ดังนี้ พื้นที่ประสบภัย 52 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กระบี่ ชุมพร ตรั ง นครศรีธรรมราช ระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 353 อำเภอ 2,388 ตำบล 19,309 หมู่บ้าน แยกเป็น ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 (ณ วันที่ 1-30 เมษายน 2553)
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2553 กับปี 2552 ในห้วงเวลาเดียวกัน
ปี 2553 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 52 จังหวัด 353 อำเภอ 2,388 ตำบล 19,309 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 56.21 ของหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง 34,353 หมู่บ้าน และร้อยละ 25.77 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 18 จังหวัด 195 อำเภอ 764 ตำบล 6,751 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ27.44 ของหมู่บ้านทั้งหมดใน 18 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็นร้อยละ 9.01 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ 74,944 หมู่บ้าน) ปี 2553 หมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง มากกว่า ปี 2552 จำนวน 12,558 หมู่บ้าน หรือมากกว่าร้อยละ 186.02 ความเสียหาย -ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 6,413,810 คน 1,642,462 ครัวเรือน -พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย รวม 616,622 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 377,027 ไร่ นาข้าว 74,043 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 165,552 ไร่ การให้ความช่วยเหลือ 1) ใช้รถบรรทุกน้ำ 1,621 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว จำนวน 413,161,894 ลิตร 2) ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำ 5,210 แห่ง 3) ขุดลอกแหล่งน้ำ 5,707 แห่ง 4) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว 641,051,992 บาท แยกเป็น 5) กรมชลประทาน ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ 777 เครื่อง ไปให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่ 46 จังหวัด โดยแยกเป็นรายภาค ดังนี้ ภาคเหนือ 262 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 249 เครื่อง ภาคกลาง 100 เครื่อง ภาคตะวันออก 84 เครื่อง และภาคใต้ 82 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 29 คัน 6) ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค ให้แก่ราษฎร ผู้ประสบภัย จำนวน 1,548 เที่ยว รวมปริมาณน้ำจำนวนทั้งสิ้น 10,881,000 ลิตร ที่มา : ตัดเฉพาะส่วนมาจากรายงานสรุปสถานการณ์สาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย http://www.disaster.go.th/ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ --------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------- ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปีนี้ฝนน้อยและประสบภัยแล้งมาตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ดังนั้น จะต้องจัดหาน้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบปัญหารุนแรงให้ทั่วถึง เพราะถ้าขาดน้ำจะเป็นปัญหาใหญ่ ส่วนเรื่องงบประมาณไม่มีปัญหา แต่ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำและทำตามคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำนาปรัง เพื่อให้ผ่านพ้นภัยแล้งไปได้
ขณะนี้ 52 จังหวัดมีปัญหาภัยแล้งทั้งหนัก กลางและเบา ปัญหาปีนี้มีความรุนแรงและขยายพื้นที่มากขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 19,000 หมู่บ้าน หรือ กว่า 1,750,000 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 12.5% เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหมู่บ้านประสบภัยแล้ง 10,000 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังมีการการคาดการณ์ว่าฤดูร้อนปีนี้จะยาวนานถึงกลางเดือน พ.ค.
-------------------------------------------------------------------------------------- ข้อมูลจากฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศการเตือนภัย สำนักบริหารและพัฒนาการใช้ที่ดิน คาดการณ์ว่า ในปี 2553 จะเกิดสภาวะแห้งแล้งขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าปกติในปี 2552 ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ - จ.กำแพงเพชร มี 4 อำเภอที่จะเกิดภัยแล้งระดับรุนแรง หรือสีแดง คือ อ.คลองลาน จากพื้นที่ทั้งหมด 6 แสนไร่ มีพื้นที่กว่าร้อยละ 50 ที่จะประสบภัยแล้งมาก หรือประมาณ 2.7 แสนไร่ เช่นเดียวกับที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี และ อ.ปางศิลาทอง รวมถึง อ.เมือง จะมีพื้นที่สีแดงมากถึง 1.7 แสนไร่ - จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่กว่าร้อยละ 60-70 ของ อ.ชนแดน อ.วังโป่ง และ อ.บึงสามพัน จะประสบภัยแล้งตั้งแต่ระดับ 2-4 - จ.ลพบุรี พบ 5 อำเภอที่จะเผชิญวิกฤติ คือ อ.ชัยบาดาล อ.พัฒนานิคม อ.โคกเจริญ อ.หนองม่วง และ อ.ลำสนธิ ซึ่งเกือบทั้งพื้นที่ของ 5 อำเภอจะเป็นภัยแล้งระดับ 3-4 โดยเฉพาะ อ.โคกเจริญ พื้นที่ 1.9 แสนไร่จะเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง - จ.สระบุรี พื้นที่สีแดงปรากฏชัดที่ อ.มวกเหล็ก อ.วังม่วง และ อ.แก่งคอย - อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะประสบภัยแล้งรุนแรงเช่นกัน โดยพื้นที่เกือบทั้งหมด 3.29 แสนไร่ ต้องเผชิญภัยแล้ง โดยแบ่งเป็นระดับ 4 ประมาณ 1.39 แสนไร่ ระดับ 3 จำนวน 1.76 แสนไร่ ระดับ 2 จำนวน 1.3 หมื่นไร่ นายไพฑูรย์ คดีธรรม สำนักบริหารและพัฒนาการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พื้นที่ทั่วประเทศด้วยระบบจีไอเอส หรือสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อคาดการณ์พื้นที่ภัยแล้งในปี 2553 ซึ่งใช้ข้อมูลจากหลายส่วนมาประกอบกัน เช่น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย พื้นที่ชลประทาน แหล่งน้ำ การอุ้มน้ำของดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การระเหยของน้ำ ฯลฯ ทำให้พบว่าหน้าร้อนที่จะถึงนี้พื้นที่หลายแห่งจะเกิดสภาวะแห้งแล้งระดับ 4 หรือระดับที่ชาวบ้านในพื้นที่อาจไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไปจนถึงน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก ส่งผลให้ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง พืชไร่จะขาดน้ำจนชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด โดยประชาชนตรวจสอบการคาดการณ์พื้นที่แห้งแล้งได้ที่โทร.0-2562-5100 ต่อ 1320 "ความแม่นยำของระบบจีไอเอสของเรามีมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เริ่มเตือนภัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว จากภาครวมปีที่แล้วมีพื้นที่เฝ้าระวังเพียง 49 จังหวัด แต่ปีนี้เพิ่มสูงถึง 60 จังหวัด หากพื้นที่ไหนเป็นสีแดงหรือภาวะแห้งแล้งระดับ 4 เราจะขอร้องให้ชาวบ้านงดทำนาปรัง หรือปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก และภาครัฐควรเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งได้แล้ว" นายไพฑูรย์ กล่าว ด้าน นายศุภกร ชินวัณโณ หัวหน้าทีมวิจัยผลกระทบปัญหาโลกร้อนต่อแหล่งน้ำในประเทศไทยและประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นถึงสภาวะแห้งแล้งที่จะเกิดช่วงหน้าร้อนปีนี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือ การแย่งน้ำในพื้นที่การเกษตร เนื่องจากข้าวปีนี้ราคาดี ชาวนาจำนวนมากเริ่มทำนาปรัง แม้แต่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เช่น จ.ร้อยเอ็ด และ จ.กาฬสินธุ์ ก็ลงมือทำนาปรังแล้วเช่นกัน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจเกิดภาวะแย่งน้ำและกักตุนน้ำ โดยชาวนาที่อยู่ต้นน้ำจะใช้เครื่องสูบกักตุนน้ำเข้าในพื้นที่ของตน ทำให้ฝ่ายที่อยู่ด้านล่างลงไปเดือดร้อน เนื่องจากการทำนาข้าว 1 ไร่ ต้องใช้น้ำปริมาณมาก รัฐบาลต้องเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การประกาศห้ามทำนาปรังในบางพื้นที่ กรมชลประทานหาวิธีเก็บกักน้ำฝนให้ใช้ได้ทั้งปี ฯลฯ ขณะที่ นายสุวรรณ คฑาวุธ อดีตนายกสมาคมชาวนาไทย ยืนยันว่า จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเตือนหรือการให้ข้อมูลจากรัฐบาลว่า อำเภอไหนจะแห้งแล้งบ้างก็เลยปลูกข้าวนาปรังกันหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องเตรียมน้ำให้เหมาะสม อย่ากักเก็บน้ำมากเกินไป ปล่อยให้ชาวบ้านได้กินได้ใช้และทำเกษตรบ้าง เช่น คลองส่งน้ำบางทีก็ปล่อยน้ำ 3 วันครั้ง 7 วันครั้ง เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ควรมีใครออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไปบอกพี่น้องเกษตรกรว่าพื้นที่ไหนจะแห้งแล้งหรือไม่มีน้ำและจะเอาอย่างไรต่อไป เพราะถ้าไม่ให้ชาวนาปลูกข้าวก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่า ช่วงเดือนมีนาคม 2553 จะมีฝนตกเป็นช่วงๆ แต่ปริมาณฝนที่ตกอาจจะไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการใช้น้ำทางเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานประชาชนควรกักเก็บน้ำ และวางแผนการใช้น้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมาก อาจทำให้เกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงขอให้ระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงหน้าร้อนที่จะถึงด้วย ทั้งนี้ มีอยู่ 6 จังหวัดเสี่ยงที่รัฐบาลต้องวางแผนช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว และประจวบขีรีขันธ์ ในแต่ละจังหวัดจะแบ่งพื้นที่เสี่ยงภัยเป็น 4 ระดับ จากน้อยไปหามาก คือ พื้นที่สีเขียวอ่อนมีโอกาสเกิดสภาวะแห้งแล้งระดับ 1 สีเหลืองระดับ 2 สีส้มระดับ 3 และสีแดงระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
|
| ข้อมูลอ้างอิง |